
วิสัยทัศน์ว่าที่นายกฯ
จนถึงขณะนี้ หากไม่เป็นเพียงการโยนหินถามทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนสุดท้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าฐานะทางการรับรู้ของสังคม น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็นเพียงนอมินี หรือตัว
แต่เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นหมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย พรรคการเมืองที่มีแนวโน้มว่าจะชนะการเลือกตั้ง และเป็นพรรคที่หมายเลข 1 จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรี หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้านในรัฐสภา จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นอย่างไร และการเมืองมีความมั่นคงมากกว่าเดิมอย่างไร
เวลาที่เหลืออยู่เพียงเดือนเศษๆ ก่อนวันเลือกตั้ง คนไทยยังไม่ได้เห็นเลยว่า คนที่อาสาจะมาเป็นผู้นำของเขาในอนาคตนั้น มีวิสัยทัศน์อย่างไร ในการแก้ปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะว่าที่นายกฯ ป้ายแดง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สังคมไทยจดจำเธอได้ในบทบาทของอดีตกรรมการผู้อำนวยการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด บริษัทที่ถูกลากดึงเข้ามาพัวพันกับการเมืองตลอดเวลา และภาพที่เธอขึ้นเวทีคนเสื้อแดงเท่านั้น ภาพอื่นไม่มี ซึ่งมีนัยสำคัญที่แตกต่างจากนักการเมืองอาชีพคนอื่นๆ ที่ก้าวมาสู่สุดยอดพีระมิดแห่งอำนาจ ล้วนแต่มีพัฒนาการของความเป็นนักการเมืองเป็นขั้นเป็นตอนเกือบทั้งสิ้น
ความเป็นจริง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ใช่จะเป็นตะเกียงที่ไร้น้ำมันเสียทีเดียว ความสำเร็จในธุรกิจโทรคมนาคมเช่นเดียวกับพี่ชาย ปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคนตักกีสเตท ก็เพียงพอให้เชื่อได้ว่า เธอมีความรู้ในการจัดการบริหารการเมืองพอสมควร แต่การบริหารประเทศ ไม่ใช่การบริหารบริษัท การบริหารประเทศคือความรับผิดชอบคนทั้งชาติ ว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มองอนาคตซึ่งจะเป็นเป้าหมายทางการเมืองอย่างไร จะแก้ปัญหาความขัดแย้งของผู้คนในสังคมอย่างไร ในขณะที่ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ยังไม่มีคำตอบ
มีแต่วาทกรรมลด แลก แจก แถม มีแต่คำมั่นสัญญาว่าจะให้ มีแต่การประกอบสร้างความจริงบางส่วน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนไปเลือกตั้ง ซึ่งเป็นภารกิจเฉพาะหน้า ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจไม่มีโอกาสที่จะได้ดีเบตกัน แต่คนทั้งสองคือคู่แข่งขันทางการเมือง ความเป็นคู่แข่งที่เล่นกันตามกติกา ที่เส้นชัยใครจะเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครยืนยันได้ ในขณะที่คนก็ไม่ได้ต้องการสัญญาที่เลื่อนลอย แต่พวกเขาต้องการความจริงและความมั่นใจว่า ชีวิตจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม เป็นหน้าที่ของว่าที่นายกรัฐมนตรี ที่จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ด้วยความรับผิดชอบ และคำนึงถึงผลในระยะยาว



