ข่าว

“นโยบายสิ่งแวดล้อม"เน้นบูรณาการหน่วยงานร่วมกัน

“นโยบายสิ่งแวดล้อม"เน้นบูรณาการหน่วยงานร่วมกัน

17 พ.ค. 2554

จากการเสวนาโต๊ะกลม “กรุงเทพธุรกิจ ฟอรั่ม” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในหัวข้อ “นโยบายพรรคการเมืองกับประเด็นสิ่งแวดล้อม” มีตัวแทนจาก 3 พรรคการเมือง คือ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และพรรคภูมิใจ โดยมีนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชนเข้

 โดยเริ่มจาก "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายของพรรคเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุล โดยเฉพาะการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ที่เคยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะปรับเปลี่ยนใหม่ไม่เน้นอุตสาหกรรมหนัก จะเพิ่มการบริหารจัดการในรูปแบบพิเศษยกระดับในเมืองอุตสาหกรรม เช่นแหลมฉบัง มาบตาพุต และเกาะสมุย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น นำหลักการผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ และนำมาตรการทางภาษีสิ่งแวดล้อมมาใช้ จะช่วยให้เกิดความรับผิดชอบและการสร้างกระบวนการเป็นธรรม ส่งเสริมให้ประชาชน และภาคส่วนต่างๆ มีบทบาทในการรับผิดชอบดูแลสิ่งแวดล้อม

 ด้าน "ปรพล อดิเรกสาร" ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายพรรคจะเน้น “กัน ก่อน แก้” หากสามารถจัดการบูรณาการให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ มีการวางระบบการเตือนภัย และระบบรองรับน้ำได้ตามแผนที่เสนอไว้ ถ้าเรามีโอกาสเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง จะเข้าไปบูรณาการในเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลักดันให้สำนักงบประมาณจัดงบในการวางแผนป้องกันปัญหากับหน่วยงานด้านน้ำ และการเตือนภัยพิบัติตามคำขอ เพื่อทำโครงการป้องกัน แทนที่จะนำเงินไปแก้ปัญหาหรือหาเงินไปชดเชยภายหลัง ถือเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

 ขณะที่ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเตรียมโครงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ โดยจะเปลี่ยนการใช้รถยนต์ มาเป็นระบบขนส่งมวลชนแบบรถราง เริ่มจาก กทม.ก่อน แต่ต้องมีมาตรการจูงใจ เช่น ลดภาษีสำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก ให้จอดในสถานีเพื่อลดการจราจร ขณะที่ต่างจังหวัด ทางรถไฟต้องเพิ่มเป็นสองเลน และพัฒนาตามทางรถไฟ ส่วนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอาจขอทำสวนสาธารณะในเขตทหารเพิ่มมากขึ้น เตรียมเดินหน้าทำเขื่อนป้องกันน้ำท่วมใน กทม. และอีก 14 จังหวัดภาคกลาง เพื่อป้องกันน้ำท่วมจะแก้ไขกฎหมายด้านป่าไม้ ที่ดิน สัตว์ป่า และกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมและมลพิษ รวมถึงการแก้ปัญหาระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกต้องแยกออกจากกัน

 ส่วน "ปราโมทย์ ไม้กลัด" อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมายังไม่เห็นพรรคการเมืองที่จะมาอาสาดูแลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพราะส่วนใหญ่เป็นนโยบายเพ้อฝันไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ต้องชี้ให้ได้ว่าจะจัดการป่าเพื่อให้ป่าฟื้นตัวขึ้นในสภาพที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ปลูกป่าเพิ่มป่า เพราะเป็นแนวคิดนามธรรม ส่วนอุทกภัยน้ำท่วม ต้องชี้ชัดว่าจะเอายุทธศาสตร์มาแก้ไขปัญหาอย่างไร ส่วนการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ อะไรคือสิ่งที่จะแก้ บางพรรคบอกว่าจะหาจัดหาน้ำผ่านระบบท่อไปให้แก่เกษตรกรแล้ว จะสร้างเขื่อนผันน้ำข้ามลุ่มเป็นโครงการหาเสียง

 "หาญณรงค์ เยาวเลิศ" ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า จากการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง ยังไม่พบว่ามีการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อตรวจสอบได้ภายหลังที่เข้ามาบริหารประเทศ ทำเกินเลยที่ประกาศนโยบายไว้หรือไม่ เพราะหากเข้ามาเป็นพรรคร่วมก็ต้องถือเป็นนโยบายของรัฐบาลด้วย ต้องแสดงความรับผิดชอบ อยากฝากว่าในการผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ขอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ อยากเห็นความชัดเจนในด้านกฎหมาย รวมทั้งแผนการลงทุนในภาคใต้ ทั้งที่รัฐบาลยังจัดการปัญหามลพิษในภาคตะวันออกได้สำเร็จ

  ส่วน "ชายน้อย เผื่อนโกสุม" ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า การดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาของเอกชน แต่กรณีปัญหามาบตาพุดที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นเพราะข้อกฎหมายที่ไม่ชัดเจน ไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ อยากเห็นนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจน เพราะเอกชนไม่เคยปฏิเสธกติกาในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่มีปัญหาแล้วสั่งหยุด ล่าสุดโครงการโรงไฟฟ้า ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ยังเดินหน้าไม่ได้ ทั้งที่ปัจจุบันเราซื้อไฟจากเพื่อนบ้าน 6-7% และนำเข้าแก๊สจากพม่า 30% ในอนาคตหากมีปัญหากับเพื่อนบ้านจะทำอย่างไร

 ด้าน "สนธิ คชวัฒน์" อนุกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า คนที่จะเข้ามาต้องคิดว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่าปีละเท่าไหร่ จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไร จะจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างไร และต้องจัดโซนนิ่งสิ่งแวดล้อม แก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถนำกองทุนสิ่งแวดล้อมมาใช้ได้จริง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เราต้องกำหนดมาตรการรองรับประชาคมอาเซียน ส่งเสริมสนับสนุนคนที่ยอมรับให้มีเตาเผาขยะ หรือโครงการที่กระทบสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้บ้านตัวเอง