
ต้นร้ายปลายดี
อีกเพียงเดือนเศษๆ คนไทยทั้งที่อยู่ในประเทศและคนไทยที่ออกไปทำมาหากินในต่างแดนก็จะเดินเข้าสู่คูหาใช้สิทธิเลือกตั้งอีกครั้ง
คราวนี้เป็นการชี้ชะตาประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ท่ามกลางความขัดแย้งในสังคม ประชาชนจะเป็นคนตัดสินว่าใครควรจะเข้ามาบริหารประเทศ กำหนดชะตาบ้านเมือง
เสียงส่วนใหญ่เลือกพรรคไหน พรรคนั้นก็คงได้สิทธิอันชอบธรรม ยกเว้นจะมีมือที่มองไม่เห็นมาเล่นเกมเปลี่ยนอำนาจของประชาชน
ระหว่างทางอาจมีความขลุกขลักอยู่บ้าง ผู้สมัครรับเลือกตั้งบางพื้นที่กำลังตกเป็นเป้าสังหาร จากการขัดแย้งชิงเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กรณีของนายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ อาจดูเหมือนว่าจากนี้ไป การเมืองจะเข้าสู่จุดเดือด เกิดการเข่นฆ่าเพื่อหวังผลทางการเมือง
แต่หากมองกลับกัน การที่มือปืนใช้อาวุธสงครามถล่มนายประชา ใกล้กับพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีผลดีอยู่บ้างในแง่การท้าทายผู้รักษากฎหมาย เกิดแรงกดดันต่อการควบคุมสถานการณ์ไว้ให้อยู่ก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงระหว่างคู่แข่งทางการเมือง
เหมือนการเตรียมความพร้อมให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ถึงแม้นายประชาจะโชคดีรอดมาได้ แต่คดีนี้ก็ใช่ว่าง่าย ที่ตำรวจจะตามจับกุมคนร้ายได้หรือไม่ก็ยังต้องรอดู แม้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. จะออกมาแสดงเชื่อมั่นว่า จะได้ตัวมือปืน คนจ้างวาน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการจับกุม ที่แน่ๆ ประเด็นคดีมาจากความขัดแย้งการเมืองระดับชาติ ซึ่งมีอำนาจอิทธิพลแฝงอยู่
ตอนนี้ก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีคือ แผนปฏิบัติการรับเลือกตั้ง ที่ตำรวจเริ่มเกมรุกโดยเฉพาะกลุ่มมือปืนรับจ้าง ล่าสุดที่นำภาพถ่ายออกมาแจกจ่ายคือ 50 นักฆ่า มีค่าหัวคนละ 1 แสนบาท
มือปืนกลุ่มนี้ยังลอยนวลอยู่ บางส่วนกบดานอยู่กับผู้มีอิทธิพล บางคนอยู่ในซุ้มนักการเมือง การจะไปไล่ล่าท่ามกลางเกราะคุ้มกันแบบนี้ก็ไม่ใช่ง่าย
แต่อย่างน้อยก็เป็นการปราม กดดันไม่ให้กลุ่มคนพวกนี้ออกมาสร้างความหวาดกลัว ให้นักการเมืองบางคนเหยียบศพคู่แข่งเข้าสภา
หัวหน้าทีมปราบปรามไล่ล่าเชื่อมือได้ ทั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร.เพราะทั้งคู่อยู่ในแนวบู๊ นักฆ่าทั้งหลายรู้ฝีมือกันดี
กรณีของนายประชา อาจเริ่มต้นร้ายแต่ปลายดี หากศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง สตช.ไม่แผ่วเสียก่อน!!



