ข่าว

เมื่อกลุ่มตาลีบันหันมาใช้ทวิตเตอร์

เมื่อกลุ่มตาลีบันหันมาใช้ทวิตเตอร์

16 พ.ค. 2554

ตาลีบัน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปฏิปักษ์กับโลกยุคใหม่ สั่งห้ามสิ่งบันเทิงเริงใจจากทีวี โรงภาพยนตร์ การเต้นรำ และเสียงเพลง สมัยปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน รวมทั้งเมืองหลวงคาบูล ก่อนถูกสหรัฐนำทัพพันธมิตร บุกโค่นอำนาจฐานให้ที่พักพิงแก่นายโอซามา บิน ลาเดน

        แต่ว่าขณะนี้ ได้หันมาใช้ทวิตเตอร์ เว็บไซต์สื่อข้อความออนไลน์ที่ปฏิวัติวงการสื่อสารของโลก มาเป็นช่องทางสนับสนุนการทำสงครามของตนเองแล้ว โดยได้เริ่มทวิตเป็นภาษาอังกฤษให้ได้อึ้งกันครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ว่า "โจมตีศัตรูใน คัก อี ซาฟิด" พร้อมให้ลิงก์เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่า นักรบตาลีบัน สังหารตำรวจหุ่นเชิดอย่างน้อย 6 ศพ ในจังหวัดฟาราห์
 
      การหันมาใช้ภาษาอังกฤษบนทวิตเตอร์ เป็นสัญญาณล่าสุดว่า ตาลีบัน กลุ่มเคร่งจารีตสุดโต่ง ยอมรับประโยชน์ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในสงครามโฆษณาชวนเชื่อ ที่จะต้องทำควบคู่ไปกับสงครามกองโจร ระเบิดพลีชีพและวางระเบิด

         สมัยเรืองอำนาจปกครองอัฟกานิสถาน ช่วงปี 2536-2544 นั้น  ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด เป็นสิ่งต้องห้าม ถือว่าขัดกับหลักอิสลาม แม้แต่ภาพถ่ายของสิ่งมีชีวิต ก็ถือว่าผิดกฎหมายศาสนา เป็นเจ้าของเครื่องเล่นวิดีโอสักเครื่อง อาจหมายถึงการถูกโบยต่อหน้าสาธารณะหากถูกจับได้

       แต่มาวันนี้ พวกเขาส่งข้อความ และอีเมล ปล่อยคลิปวิดีโอโจมตีทหารนานาชาติภายใต้การนำของสหรัฐผ่านเว็บไซต์ที่หลบหลีกความพยายามปิดได้หลายครั้ง

 นายซาบุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกตาลีบัน บอกว่า ตาลีบันได้เริ่มใช้ทวิตเตอร์เมื่อประมาณ 6 เดือนที่แล้ว ภายใต้ชื่อว่า "ผู้ครองอิสลามแห่งอัฟกานิสถาน" (The Islamic Emirate of Afghanistan) ซึ่งเป็นชื่อที่ตาลีบันใช้สมัยปกครองอัฟกานิสถาน

  "เราใช้เพราะรู้ว่าทวิตเตอร์เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกตะวันตก ต้องการให้คนรู้ว่าเราคิดเห็นอย่างไร พวกเขาเคยแต่ได้รู้ได้ฟังข่าวเกี่ยวกับพวกเราด้านเดียวจากผู้บุกรุก เวลานี้ พวกเขาจะได้รู้ความจริงเสียที"

   โฆษกตาลีบันกล่าวด้วยว่า เว็บเพจเฟซบุ๊กของพวกเขา ถูกบริษัทที่ให้บริการปิดไปแล้วเมื่อต้นปี แต่ยังมีผู้สนับสนุนที่มีเฟซบุ๊กของตนเอง คอยช่วยกันกระจายข่าวสาร

  "เราถือว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งอินเทอร์เน็ต เป็นการอำนวยพรของพระเจ้า" โฆษกตาลีบันให้เหตุผลไว้เช่นนั้น โดยไม่ยอมอธิบายว่าเหตุใดทัศนคติของตาลีบันถึงเปลี่ยนไป
  
       ทวิตเตอร์ของตาลีบันที่ชื่อว่า @alemarahweb จะทวิตข้อความหลายครั้งต่อวัน โจมตีระบอบหุ่นเชิดของประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ บ้าง หรือกองกำลังนอกศาสนาบ้าง ส่วนใหญ่เป็นภาษาปาชตุน  ช่วงแรกๆ มีผู้ตามไม่กี่ร้อย ก่อนเพิ่มเป็นกว่า 4,500 คน ในเวลาอันรวดเร็วนับจากเริ่มทวิตเป็นภาษาอังกฤษเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว
  
       แต่ออกจะประหลาดที่ @alemarahweb ตามผู้ใช้ทวิตเตอร์ไม่กี่รายเท่านั้น  เช่น @AfghanHeroesUK ขององค์กรการกุศลสนับสนุนทหารอังกฤษในอัฟกานิสถาน, โครงการพัฒนาการทอพรมแห่งหนึ่ง และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรงในเทือกเขาคอเคซัส

         และในจำนวนผู้ตามทวิตของตาลีบันนั้น ก็มีทหารสหรัฐที่กำลังต่อสู้กับตาลีบันในอัฟกานิสถานรวมอยู่ด้วย รวมทั้งกองกำลังผสมนานาชาติในอัฟกานิสถานภายใต้นาโต ที่ได้ใช้ทวิตเตอร์ของตนเองส่งข้อความตอบโต้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า "อะไรนะ ตาลีบันทวิตเป็นภาษาอังกฤษหรือ คำโกหกก็คือโกหก ไม่ว่าภาษาอะไรก็ตาม"

  ด้านนายโมฮัมหมัด เซีย โบเมีย ผู้อำนวยการสำนักข่าวมาฮัล ในกรุงคาบูล เมืองหลวงอัฟกานิสถาน ให้ทัศนะว่า ขณะนี้ ตาลีบันได้พบพลังอำนาจอันวิเศษของเทคโนโลยีสื่อสาร และกำลังใช้อย่างกว้างขวางเพื่อสร้างความได้เปรียบและดึงผู้สนับสนุนหน้าใหม่

   อันที่จริง เว็บไซต์ปัจจุบันของตาลีบัน คือ http://alemarah-iea.net นั้น ตาลีบันได้ใช้สำหรับเผยแพร่ข้อมูลทั้งในภาษาปาชตุน ดารี อาหรับ อูรดู และอังกฤษมานานหลายปีแล้ว และมีหลายครั้งที่การรายงานข่าวเหตุโจมตีและยอดผู้เสียชีวิตที่ตาลีบันกล่าวอ้างนั้น เกินจริงหรือไม่เป็นความจริง ส่วนคลิปวิดีโอบนเว็บไซต์ที่กล่าวหากองกำลังผสมเข่นฆ่าประชาชน และคลิปตาลีบันโจมตีกองกำลังฝ่ายตรงข้าม มักมีการเพิ่มเสียงเพลงและเสียงปืนประกอบ
   
     นอกจากสื่อสังคมออนไลน์แบบใหม่แล้ว ตาลีบันยังมีรายการวิทยุผ่านเน็ตวันละ 2 ชม. ในบางพื้นที่อีกด้วย แม้ว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในอัฟกานิสถานยังต่ำอยู่มาก

       สำนักข่าวกรองอัฟกัน (เอ็นดีเอส) ของอัฟกานิสถาน ยอมรับว่าการจะเข้าไปสกัดการเคลื่อนไหวผ่านอินเทอร์เน็ตของตาลีบัน ไม่ใช่เรื่องง่าย

        โฆษกเอ็นดีเอสกล่าวว่า เราพยายามจะแกะรอย และขัดขวางการโฆษณาชวนเชื่อของตาลีบัน เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของชาติ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อคนที่ดูแลเว็บเกือบทั้งหมด หรือผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีของตาลีบันเกือบทั้งหมด ล้วนอยู่นอกแผ่นดินอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นเอ่ยนัยๆ ถึงเพื่อนบ้านปากีสถาน
 
     อย่างไรก็ตาม แม้ตาลีบันเลิกปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ชาวอัฟกันจำนวนมากรู้ดีกว่า คนกลุ่มนี้ยังคงอุดมการณ์ต่อต้านความเป็นสมัยใหม่อย่างเหนียวแน่นและเคร่งครัด ไม่ต่างอะไรกับสมัยปกครองคาบูล พวกเขาประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการยุติระบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน และจะใช้กฎหมายอิสลามอีกครั้ง หากตาลีบันสามารถหวนคืนอำนาจได้อีกครั้ง ซึ่งนั่นหมายถึงการห้ามทุกสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่และเสรีภาพ