ข่าว

หวั่นรัฐบาลใหม่รื้อรถไฟความเร็วสูงเซ็นเอ็มโอยูไทย-จีนสะดุดคาดรอปีหน้า

หวั่นรัฐบาลใหม่รื้อรถไฟความเร็วสูงเซ็นเอ็มโอยูไทย-จีนสะดุดคาดรอปีหน้า

16 พ.ค. 2554

เซ็นเอ็มโอยูรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีนสะดุดรอรัฐบาลใหม่ผลักดันต่อ เชื่อไม่ล้มโครงการ ส่วนเส้นทางอื่นรอศึกษาเชิงลึกก่อนชงครม.อีกรอบ ระบุทำควบคู่กับรอกฎหมายพีพีพีมีผลบังคับใช้ พร้อมหนุนปรับปรุงท่าเรือคลองเตย

 นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า แม้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการลงทุนของภาคเอกชนในกิจการของรัฐ หรือพ.ร.บ.พีพีพี แล้วแต่กว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้คงเป็นปีหน้าเพราะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาผลักดันให้ผ่านรัฐสภาต่อไป รวมทั้งการลงนามในบันทึกความเข้าใจหรือเซ็นเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับจีนในโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูง 2 เส้นทางคือ กรุงเทพฯ-หนองคาย และกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ปาดังเบซาร์ ผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยและจีน โดยไทยถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่านั้นคงไม่เหมาะหากจะลงนามในช่วงของรัฐบาลรักษาการ อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลใหมน่าจะเข้ามาสานต่อเพราะที่ผ่านมาได้เจรจาใกล้จบหมดแล้วหากปรับเปลี่ยนรายละเอียดก็คงไม่ได้เข้ามารื้อใหม่ทั้งหมด

 นอกจากนั้นในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าอีก 3 เส้นทางที่ คือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-ระยอง-ตราด และกรุงเทพฯ-อุบลราชธานีนั้นระหว่างนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดการลงทุนในเชิงลึก ซึ่งในส่วนของสายเชียงใหม่และขยายไปถึงตราดนั้นนักลงทุนจากญี่ปุ่นยังคงให้ความสนใจมากกว่ากลุ่มอื่น โดยหากมีรัฐบาลใหม่กระทรวงคมนาคมก็สามารถเสนอเรื่องให้ครม.เดินหน้าต่อได้ทันที จากนั้นก็น่าจะนำเสนอร่างทีโออาร์และเปิดประมูลเป็นการทั่วไปได้ปีหน้า ซึ่งจะยึดหลักฝ่ายไทยลงทุน 51% และภาคเอกชนต่างชาติ 49%

 "การลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูงสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับการเสนอร่างกฎหมายพีพีพีเข้าสภา โดยเบื้องต้นสามารถใช้ร่างกฎหมายเดิมก่อนได้ หากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ก็สวมโครงการเข้ากับกฎหมายใหม่ได้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะโครงการมีมูลค่ามากกว่าพันล้านบาทอยู่แล้ว" นายสมชัย กล่าวและว่า ขณะนี้ยังมีงานของสคร.ที่ค้างเสนอให้รัฐบาลใหม่อนุมัติ คือการเสนอให้ตั้งองค์การสุรา และโรงงานไพ่ เป็นนิติบุคคล การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ส่วนที่รัฐยังถือเกินเพดาน และการเสนอแผนการปรับปรุงท่าเรือคลองเตยซึ่งเดิมเป็นแผนงานในปีนี้ก็ต้องรอดูว่าจะเดินหน้าได้ทันหรือไม่  โดยต่อไปจะให้ท่าเรือคลองเตยเน้นขนถ่ายสินค้าระดับพรีเมียม ส่วนสินค้าประเภทอื่นควรย้ายไปที่ท่าเรือแหลมฉบังเพื่อปรับลดขนาดท่าเรือคลองเตยให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์หรือสร้างสวนสาธารณะ โดยเฉพาะการย้ายชุมชนออกไปเล็กน้อย โดยการปรับปรุงท่าเรือคลองเตยอาจจะใช้วิธีร่วมลงทุนกับภาคเอกชนหรือใช้รูปแบบพีพีพีก็ได้เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง