
ชี้นโยบายพรรคการเมืองแค่หาเสียงมองภาพระยะสั้น...ไร้เป้าหมายพัฒนาชาติ
"ประเทศไทย" กำลังเดินหน้าเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว แรงกระเพื่อมทางการเมืองไทยเริ่มเด่นชัดมากขึ้น คนไทยทั้งประเทศและนักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามองว่า "ใคร" หรือ "พรรคการเมืองไหน" จะเข้ามากุมอำนาจบริหารประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลังจากหลายพรรคการเมืองเปิดตัวนโยบายหาเสียงกันออกมา กลับมีกระแสความวิตกกังวลจากกลุ่มนักธุรกิจและนักวิชาการ วิพากษ์ถึงนโยบายที่มองแต่ผลประโยชน์ในระยะสั้นเท่านั้น โดยเฉพาะโครงการประชานิยมต่างๆ โดยไม่พูดถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาว อันจะเป็นการวางเป้าหมายว่าทั้งประเทศจะก้าวเดินไปทางใด
จี้รัฐบาลใหม่วางเป้าระยะยาว
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่ตนวิตกกังวลในขณะนี้คือพรรคการเมืองต่างๆ มองแต่ระยะสั้นโดยไม่ได้คิดไกล เช่น เรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ บอกว่าจะขึ้นให้ แต่ไม่ได้พูดเรื่องการพัฒนาและการเพิ่มผลผลิต ทั้งที่ควรต้องพูดควบคู่กันไปว่าจะทำอย่างไร
"เรื่องการขึ้นค่าแรงนั้นขึ้นได้ไม่มีปัญหา แต่ขอให้พูดเรื่องเพิ่มผลผลิตด้วย เช่น หากตอนนี้คุณเงินเดือน 2 หมื่นบาท และให้ขึ้นเป็น 3 หมื่นบาท แต่คุณมีความสามารถเท่าเดิม สมองเท่าเดิมโดยไม่มีการพัฒนาเลย แล้วอย่างนี้ธุรกิจจะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้น เมื่อพูดเรื่องขึ้นค่าแรงแล้วก็ต้องพูดเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การพัฒนาทักษะความสามารถด้วย" นายดุสิตกล่าวและว่า
ปัญหาของประเทศที่ผ่านมาทั้งหมด คือไม่รู้จักมองไกลๆ คิดกันแต่ว่าเข้ามาบริหารประเทศเดี๋ยวเดียวแค่เอาตัวให้รอดก็พอ แล้วอ้างแต่อย่างเดียวว่าทำเพื่อประชาชน แต่ไม่มีใครพูดเลยว่าประเทศไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะเดินไปอย่างไร การศึกษาจะต้องมีการปรับโครงสร้างอย่างไร เช่น ที่ว่าอยากให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารไทยไปทั่วโลกจริงหรือเปล่า อยากให้ไทยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์จริงหรือเปล่า แล้วจะทำอย่างไรบ้าง ให้มาดูว่าเรายังขาดอะไรอยู่ก็ให้ไล่เรียงมา เช่น ขาดวิศวกร หรือเทคนิคเชียน
แต่ปัจจุบันทำไมยังปล่อยให้สถาบันการศึกษาไปสร้างบุคลากรระดับปริญญาตรีจบออกมาเหลือเฟือ โดยไม่มีงานทำ นั่นเป็นเพราะการไม่คิดระยะยาว ไม่คิดว่าจะต้องทำอย่างไร จนปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทั้งๆ ที่เด็กรุ่นหลังจะต้องเก่งกว่าพวกเรา แต่กลายเป็นว่าไม่เอาไหน พูดไม่รู้เรื่อง เข้ามาทำงานแล้วก็ทำงานไม่เป็นเสียอีก
จึงอยากบอกกับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศว่า หากไม่คิดให้ไกลๆ ต่อไปประเทศชาติก็อยู่ไม่รอด หากคิดแต่จะโกงกันอย่างนี้ ประเทศก็อยู่ไม่ได้ มีแต่เรื่องเลวร้าย มีแต่ปัญหาสร้างเข้ามา ทำให้กรรมตกอยู่กับเด็กรุ่นหลัง จึงอยากให้รัฐบาลรู้จักคิดถึงเรื่องพวกนี้บ้าง ทำไมไม่คิดอย่างประเทศมาเลเซีย ที่เขาว่าอยากจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 ซึ่งจะมีใครบ้างคิดเป็นหรือไม่
ไร้ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ออกมาดูจะเป็นเพียงนโยบายเฉพาะหน้า เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการเลือกตั้ง มากกว่าจะเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศ นโยบายต่างๆ ที่ออกมาจึงเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น แต่สิ่งที่เราต้องการเห็นคือภาพใหญ่ แต่เรื่องใหญ่ไม่มีออกมาเลย เช่น เมื่อจะทำนโยบายประชานิยมแล้ว จะหาเงินที่ไหนมาใช้ ซึ่งยังไม่มีใครออกมาบอกถึงนโยบายหาเงิน เช่นว่าจะเก็บภาษีเพิ่มหรือจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวไปอย่างไร
"สิ่งที่เราอยากฟังคือการวางเป้าหมายหรือทิศทาง เช่น การลงทุนควรลงทุนเพิ่มขึ้นในส่วนไหน ควรบอกเราว่า เมื่อมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไปแบบไหน แล้วธุรกิจควรจะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นในทางใด หรือกำหนดไปเลยว่ากลุ่มธุรกิจ เช่น เกษตร อาหาร หรืออุตสาหกรรม จะต้องมีการลงทุนในเรื่องโครงสร้าง จากนั้นรัฐต้องเปิดให้มีการลงทุน สร้างแรงจูงใจให้ เพื่อเป็นการรองรับการแข่งขันในอนาคตด้วยวิธีการผลิตแนวใหม่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ปัจจุบันไม่มีใครออกมาบอกในเรื่องนี้ ทำให้เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ปล่อยแต่ให้ธุรกิจไปตามบุญตามกรรม"
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องการผลักดันเศรษฐกิจในภาคใหญ่แล้ว ก็ต้องพูดถึงเรื่องสังคม และสิ่งแวดล้อมที่จะต้องเป็นนโยบายควบคู่กันไปด้วย โดยด้านสังคมคือการดูแลคนยากคนจนในระยะยาว หรือจะทำให้คนมีรายได้เพิ่มฐานเพิ่มขึ้นพร้อมกับการเพิ่มศักยภาพไปได้ด้วยอย่างไรในระยะยาว แต่กลับเป็นว่า บอกจะขึ้นเงินเดือนให้แต่ไม่พูดต่อเรื่องการเพิ่มผลิตภาพ สุดท้ายก็จะกลับมาวนอยู่ที่เก่าอยู่ดี
นายพรศิลป์กล่าวด้วยว่า นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว เรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น หากปล่อยไว้ก็จะทำให้ประเทศมีแต่ตายกับตายเท่านั้น แต่เราควรต้องต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างเปิดเผย เปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่
การเมืองต้องมั่นคงหนุนปท.โต
ส่วนนายชัยประนิน วิสุทธิผล นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานในระดับภูมิภาคในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่ประเทศไทยดูเหมือนจะยังไม่ไปไหน
"การวัดการเติบโตของประเทศด้วยจีดีพีอย่างเดียวนั้นไม่ได้หมายถึงการเจริญเติบโตของประเทศ เราเหมือนย่ำอยู่กับที่ เพราะมีแต่ปัญหาด้านการเมืองมานาน มีแต่เรื่องการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่า ทำให้ประเทศไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้"นายชัยประนิน กล่าวและว่า
ปัจจุบัน คนไทยถูกมองอยู่ในกลุ่มประเทศ "ทิปส์" คือ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จากเดิมที่เราไม่ได้ถูกเปรียบเทียบ แต่ตอนนี้เราถูกเทียบ ซึ่งการจะก้าวออกไปได้นั้น จะต้องมีความมั่นคงทางการเมืองเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว เอื้อต่อภาคธุรกิจไม่ให้เติบโต แต่การเมืองที่มั่นคงนั้นก็จะต้องไม่เอื้อต่อเฉพาะพรรคพวกตนเองเท่านั้นด้วย
แนะคนไทยคิดให้รอบคอบ
ขณะที่นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ออกมาเป็นแค่นโยบายการหาเสียง แต่ไม่ได้พูดถึงวิธีการที่ว่าจะหาเงินมาอย่างไร ทั้งนี้ ฝ่ายการเมืองควรพูดเรื่องการปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มผลิตภาพแรงงานอย่างไร ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน ซึ่งควรจะพูดเรื่องนี้มากกว่าแผนระยะสั้นที่เป็นนโยบายการแจกประชานิยมเพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ เพราะเมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้วที่จะต้องทำตามนโยบาย ปัญหาจะอยู่ที่ว่าจะใช้เงินอย่างไร
ดังนั้น คนไทยควรพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่แค่ชอบและต้องการนโยบายที่ว่าเท่านั้น เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นปัญหา และอาจจะส่งผลกระทบในทางลบมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับเสียด้วยซ้ำ
"หากมองในภาพกว้างทุกนโยบายที่ออกมาล้วนดูดีทั้งหมด เช่น การยกระดับรายได้ประชาชน ยกระดับรายได้เกษตรกร แต่หากลงลึกจริงๆ ในการทำจะพบว่ามีปัญหาทุกระดับ ทั้งเรื่องกลไก ความโปร่งใส การเข้าไปแทรกแซง ทำให้วิธีการจัดการมีปัญหา แต่หากถามหลักการดีอยู่แล้ว ดังนั้น เวลาที่เราชาวบ้านถกกันควรพิจารณาถึงประเด็นที่ว่านี้ด้วยว่าหากมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วจะแก้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเราอยากจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะหากอยากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ต้องถามภาคธุรกิจก่อนว่าเขาจะจ้างเราหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าปัจจุบันคนไทยฉลาดมากขึ้น แต่ต้องคิดให้มากขึ้นด้วย" นางเสาวณีย์ กล่าว



