
อีลิทการด์กรณีที่ควรศึกษา?
ท่านผู้อ่านคงจะยังไม่ลืมชื่อ อีลิทการ์ด ที่เกิดในปี 2546 สมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้นะครับ อีลิทการ์ด มี บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) เป็นผู้ให้บริการแก่ผู้ถือบัตรอย่างครบวงจร เพียงแค่เทวดา เอ๊ย เพียงแต่นักธุรกิจชาวต่างชาติ
เรื่องนี้ผมได้นำเสนอให้เห็นความถึงเละเทะของโครงการนี้ ที่เจ๊งอย่างย่อยยับมาตั้งแต่ 2552 และเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกโครงการนี้ซะ เพราะทิ้งเอาไว้ก็จะกลายเป็นปลิงดูเลือดไม่หยุดหย่อน ไม่รู้ว่าบริหารงานกันภาษาอะไร จึงต้องขอเงินจากรัฐบาลไปสนับสนุนไม่รู้จักพอ ต่อมาในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงได้ขอให้ คุณชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กลับไปหาวิธียุบบริษัทนี้ให้นุ่มนวลที่สุด แต่ทุกอย่างก็อืดเป็นเรือเกลือ มีการตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาศึกษาว่าจะเอายังไงดีกันอยู่นั่นแล้ว
ผมก็ออกแรงกระทุ้งเป็นระยะๆ กลัวกรรมการจะหลับน่ะ แต่อีที. เอ๊ย อีลิทการ์ดก็จบไม่ลงเสียที จากวันที่นายกฯ สั่งแทบจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากกรรมการ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข่าวปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งออกมาเป็นระยะๆ ว่า ตั้งเอาไว้ อย่ายุบ... ประมาณนั้น
ชะตากรรมของ อีลิทการ์ด ตอนนั้นเหมือน “ผี” คือ ผลุบๆ โผล่ๆ เปลี่ยนหมอผี เอ๊ย เปลี่ยนผู้บริหารบ้าง ให้พนักงานลาออกเพื่อรับเงินชดเชยเป็นกอบเป็นกำบ้าง แต่ผมไม่ได้เขียนถึง อยากรอดูว่าจะอึดไปได้สักกี่น้ำ แล้ววันนี้ก็ได้เวลาเขียนถึงเป็นการสั่งลา เมื่อเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 มี “มติ” ให้ “ยุบโครงการ” นี้ และทราบว่า คุณสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเชิญผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศ (ททท.)และผู้บริหารบริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) มาหาข้อสรุปว่าจะทำอย่างไรให้การยุบบริษัทแล้วมีผลกระทบที่ตามมาน้อยที่สุด เช่น หากผู้ถือบัตรที่ยังไม่ครบอายุฟ้องร้องมาจะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้น
ส่วนเรื่องพนักงานของทีพีซี ผมไม่ห่วงครับ เพราะ ททท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 100% ก็คงคัดเข้าไปไว้ในอ้อมกอดเท่าที่เห็นควร, ที่ผมยกเรื่องนี้มาพูดถึง เพราะอยากให้โครงการนี้เป็น “กรณีศึกษา” สำหรับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นชุดนี้หรือชุดไหนก็ตาม, ว่าการที่จะตั้งหน่วยงานใดขึ้นมานั้น จะต้องคำนึงถึงความจำเป็นอย่างแท้จริง ไม่ใช่สนองตัณหาผู้มีอำนาจอย่างกรณีนี้
วันนี้เรามีหน่วยงานที่ทำงานเหมือนจะซ้ำซ้อนกันหลายหน่วย ในกรณีที่ปริมาณงานเยอะ หน่วยเดียวทำไม่ทัน หรือเป็นงานที่ต่อเนื่องต้องใช้ความชำนาญการแตกต่างกันไปอย่าง การผลิตกระแสไฟฟ้า ที่แบ่งเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่แบ่งงานกันชัดเจนก็คงไม่กระไรนะครับ แต่อย่างกรมชลประทาน กับ กรมทรัพยากรน้ำ ที่สังกัดอยู่กันคนละกระทรวงนั้น ผมดูวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นมาแล้ว แทบจะแยกกันไม่ออกเลยจริงๆ จะบอกว่า กรมชลประทานที่ขึ้นกับกระทรวงเกษตรฯ ดูแลแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ส่วนกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลแหล่งน้ำเพื่อการคมนาคมก็ไม่ใช่ เพราะเรามี กรมเจ้าท่า ทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว
นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้นักการเมืองอยู่ในระดับบริหารแต่ละพรรคได้ช่วยกันคิดเป็นการบ้านด้วยนะครับ ว่าหากได้รับเลือกเข้ามาบริหารประเทศแล้ว จะแก้ปัญหาหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกันอย่างไรดี ทุกวันนี้เรามี กรมที่รับผิดชอบเกี่ยวกับน้ำอย่างน้อยก็ 3 กรม คือกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมเจ้าท่า แต่ปรากฏว่า น้ำก็ยังท่วมประเทศไทยอยู่ได้ทุกปี..มันก็แปลกดีนะ !
ภาณุมาศ ทักษณา



