
สื่อสังคมสู่สื่อการเมือง
ต้องเรียกว่าปรากฏการณ์ความขัดแย้ง ในห้วงเดือนพฤษภาคม 2553 เป็นสารตั้งต้นของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการสื่อสารทางการเมือง นอกจากบรรดานักการเมืองที่หันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นช่องทางในการส่งสารแล้ว
สื่อมวลชนอาชีพจำนวนมากก็เลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือเสริม ในการส่งสารเช่นเดียวกับคนนอกวงการสื่อด้วย แต่ถึงแม้จะมีคนไม่น้อยที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่พลังอำนาจในการสื่อสาร ที่จะมีผลต่อทัศนคติ ความคิด ความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังจำกัดวงอยู่ในกลุ่มคนวิชาชีพสื่อมวลชนอยู่นั่นเอง ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นคนละเรื่อง คนละประเด็นกับบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ในฐานะช่องทางสาร ที่อาจพัฒนาไปเป็นสื่อกระแสหลักในอนาคต
โดยโครงสร้างของสังคมไทย ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมือง อีกทั้งสื่อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเท่านั้น ที่มีโอกาสในการกระจายข่าวสาร ถ่ายทอดความรู้ไปยังประชาชน แปลว่า คนกลุ่มน้อยไปกำหนดให้สังคมต้องยอมรับ ต้องคิดเชื่อ และทำตาม การสื่อสารถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง รวมทั้งสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในบรรยากาศการเลือกตั้ง ที่สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อให้แก่นักการเมือง ไม่ว่าจะโดยจงใจ หรือไม่เจตนาก็ตาม แต่นับจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 สื่อมีบทบาทน้อยมากในการช่วยลดความร้อนแรงของความขัดแย้ง ตรงกันข้าม บนพื้นที่ข่าว และพื้นที่บทความ ความเห็น กลับสะท้อนแนวคิด และการเลือกข้างของสื่อชัดเจนมากขึ้น
คำถาม ก็คือ แม้ว่าบริบททางสังคมจะเปลี่ยนไป อำนาจการสื่อสารกระจายไปในวงกว้างมากขึ้น แต่สื่อยังคงมีความเชื่อเหมือนเดิมหรือไม่ว่า หน้าที่และภารกิจหลักของพวกเขาคือการโน้มน้าวใจให้คนเชื่อในสิ่งที่สื่อสื่อสารออกไป หน้าที่ของความเป็นนายประตูข่าวสาร หน้าที่ของคนกลุ่มน้อยที่เป็นคนกำหนดว่าในสังคมนี้ ในแต่ละวันมีเพียง 8 ข่าวสำคัญที่หน้าแรกของหนังสือพิมพ์เท่านั้น เป็นข่าวที่คนควรรู้ ควรสนใจ คนทำสื่อจำเป็นหรือไม่ที่ต้องปรับตัวตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป มาเป็นผู้ส่งสารที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้รับสาร อันเป็นคุณลักษณะของสื่อดิจิทัล มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ระหว่างผู้ส่งและผู้รับสาร เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและแปรความหมายสารไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากเครื่องมือหรือช่องทางในการสื่อสาร ที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้นแล้ว สื่อยังอาจทำหน้าที่น้อยไปในการให้ความรู้กับประชาชน ความเข้าใจในธรรมชาติของความขัดแย้งทางการเมือง ที่ไม่จำเป็นจะต้องมารบราฆ่าฟันกัน แต่สื่อยังคงรายงานข่าวในเชิงปรากฏการณ์ และตอกย้ำความขัดแย้งของคนในสังคมจนดูเหมือนเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะดำรงอยู่ตลอดไป การที่สื่อมีช่องทาง มีเครื่องมือในการสื่อสารมากขึ้น แต่เนื้อหาในการส่งสาร กระบวนความคิดที่ยังติดกับ “ข่าวที่ขายได้” ทำให้คุณภาพของคนทำสื่อไม่ได้พัฒนาไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร และมันอาจเป็นเช่นนี้ต่อไป ถ้ายังหลงอยู่กับบทบาทผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิดของสังคมนี้



