
กำไรเท่าไหร่...ถึงพอ?
นั่งมองความผันผวนและแปรปรวนของทุกสิ่งรอบตัว แล้วไม่รู้ว่าจะปลงหรือจะตื่นเต้นดีกว่ากันค่ะ อาจจะจริงที่ว่า ด้วยวัยที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ทำให้มุมมองที่เรามีต่อโลกเปลี่ยนแปลงไป ครั้งหนึ่งเมื่อตอนเรียนจบ ก้าวเข้าสู่วงการน้ำหมึก เป็นนักข่าวไฟแรง ความกระตือรือร
แต่วันนี้ด้วยวัยที่มากขึ้น เรากลับนั่งมองความผันผวนที่เกิดขึ้น ด้วยความรู้สึกที่ปราศจากความกระหายใคร่รู้ บางครั้งก็ซ้ำเติมความรู้สึกของตัวเองด้วยอาการ “ปลง” กับการเปลี่ยนแปลงรอบตัว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน การปรับตัวเพิ่มขึ้นทุบสถิติใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าของราคาทองคำ คงทำให้ขวนขวายมากกว่าห้วงเวลานี้ เช่นเดียวกับการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมัน ก่อนจะดิ่งหัวลงมาอย่างเฉียบพลันทันที หรือการวิ่งไต่ขึ้นสู่ระดับ 1,100 จุดของดัชนีราคาหุ้น ที่ระหว่างทางกระชากขึ้น กระชากลงเป็นระยะๆ
ยอมรับว่า แม้วันนี้ “ความกลัว” ขยับเข้ามาครอบงำกินพื้นที่แทน “ความกล้า” แต่อย่างหนึ่งที่เหมือนเดิม ก็คือ ความพยายามค้นหาว่า ช่องทางการบริหารการลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ที่สุด
เพราะถึงมุมมองเปลี่ยน แต่แนวคิดหลักยังไม่เปลี่ยน นั่นคือ ไม่ว่าปัจจัยรอบด้านจะเป็นอย่างไร ก็จะมีช่องทางการบริหารเงินเพื่อหาประโยชน์สูงสุดในแต่ละช่วงเวลาได้เสมอ
ที่อยู่ในความสนใจของดิฉันตอนนี้ ต้องยอมรับว่า กำลังจับตามองการลงทุนในกองทุน “ทริกเกอร์” ที่ต้องบอกว่า โหนกระแสความร้อนแรงมาเลยทีเดียว สังเกตได้จาก “ยอดขาย” ของกองทุน “ทริกเกอร์” ที่ท่วมท้นจนไม่พอขาย ไม่ว่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือ บลจ.ไหน ออกกองทุนประเภทนี้มาเสนอขาย แทบจะรับรองผลได้ว่า สามารถขายหมดได้ทันที
ตัวอย่างที่เพิ่งผ่านพ้นไป ก็อย่างกรณีของกองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย เกรทเทอร์ ไชน่า ทริกเกอร์ 10% ของบลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) มูลค่ากองทุน 2 พันล้านบาท ที่ขายหมดก่อนสิ้นสุดระยะเวลาการเสนอขาย รวมถึงกองทุนเปิด บัวหลวง ไชน่า ทริกเกอร์ 15% ของ บลจ.บัวหลวง มูลค่า 700 ล้านบาท ที่ใช้เวลาขายเพียงแค่ไม่ถึง 1 วันด้วยซ้ำ
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับกองทุน “ทริกเกอร์” ขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่า กองทุนพวกนี้เป็นประเภท “ทาร์เก็ต ฟันด์” หรือเป็นกองทุนที่มีเป้าหมายผลตอบแทนที่แน่นอน เช่น ทริกเกอร์ 10% นั่นคือ เมื่อบริหารผลตอบแทนได้ 10% ก็จะเลิกกองทุนทันที
มีโอกาสสอบถามจาก คุณวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจกองทุนรวม บลจ.บัวหลวง ว่าทำไมนักลงทุนถึงให้ความสนใจกองทุนประเภทนี้มากนัก โดยเฉพาะในช่วงนี้ คุณวศินบอกว่า อาจเป็นเพราะจุดเด่นของกองทุน “ทริกเกอร์” อยู่ที่การกำหนดผลตอบแทนที่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็น 10% หรือ 15% ซึ่งในระหว่างทาง นักลงทุนไม่ต้องนั่งจับจ้องว่า ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร หรือไม่ต้องคิดว่า จะหาจังหวะขายเพื่อกำไรตอนไหน เนื่องจากนโยบายของกองทุนกำหนดไว้ชัดเจนว่า เมื่อถึงผลตอบแทนเป้าหมายก็จะปิดกองทุนและขายคืนให้กับผู้ลงทุนทันที
จริงๆ แล้ว การวัดความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอขายกองทุนหรือการเสนอขายหุ้น มีอยู่ 2 หลักใหญ่ๆ ค่ะ นั่นคือ ตอนเสนอขายว่า มีคนสนใจมาจองซื้อมากน้อยแค่ไหน ของที่ขายจะหมดหรือไม่ หรือจะเหลือแบบไม่มีใครชายตามอง อันนั้นเป็นด่านแรกที่วัดความสำเร็จ ส่วนด่านที่สอง ก็อยู่ที่ความสำเร็จของการบริหารจัดการ ว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนตามที่ตั้งเป้าไว้ได้หรือไม่
คุณวศินบอกว่า การวัดความสำเร็จในด่านที่ 2 ว่ากองทุน “ทริกเกอร์” จะสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่นั้น เรื่องของจังหวะและเวลาล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญ
“ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่ากองทุนประเภทนี้จะประสบความสำเร็จทั้งหมด ถ้าจำกันได้ ก่อนหน้านี้ หลายๆ กองทุนก็ไม่สามารถบริหารผลตอบแทนให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง อันนั้นยากมาก เพราะเราต้องบริหารให้กำไร และต้องเป็นกำไรตามเป้าหมาย ในขณะที่ทิศทางของหุ้นที่เราไปลงทุนเป็นขาลง ในทางกลับกัน หากว่าตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น การบริหารจัดการกองทุนก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยเวลาไม่นาน เพราะปัจจัยเอื้ออำนวย แต่หากตลาดหุ้นเคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์ สลับขึ้นสลับลง อันนั้นต้องวัดกันที่ฝีมือของผู้จัดการกองทุนที่ตัดสินใจว่า จะซื้อตอนไหน ขายตอนไหน จะจับจังหวะแบบไหน จึงจะสร้างผลตอบแทนเป้าหมายได้”
ขออนุญาตยกตัวอย่าง กรณีของ บลจ.ไอเอ็นจี ที่กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย อีควิตี้ ทริกเกอร์ 10% กองแรกสามารถสร้างผลตอบแทนได้ 12.70% ภายในระยะเวลา 4 เดือน 15 วัน และกอง (2) สามารถสร้างผลตอบแทนได้ 12.19% ภายในระยะเวลา 2 เดือน 11 วัน ขณะที่กอง (3) ที่ใกล้ถึงเป้าหมายแล้วเช่นกัน
ตัวอย่างนี้อาจแสดงให้เห็นว่า ถ้าลงทุนถูกจังหวะ เข้าถูกช่วงและปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย ระยะเวลาในการเข้าสู่เป้าหมาย ก็ยิ่งสั้นลง
เสียดายที่ดิฉันไม่ได้ถามคุณวศินว่า ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว จะเหมารวมได้หรือไม่ว่า บรรดากองทุนต่างๆ จะเห็นทิศทาง “ขาขึ้น” ของตลาดหุ้น ก็เลยแห่แหนกันออกกองทุน “ทริกเกอร์” เป็นว่าเล่น เพราะให้ลองเก็บไปคิดกันต่อก็แล้วกันค่ะ
ส่วนใครที่เห็นว่า คนอื่นสามารถบริหารการลงทุนแบบคว้าผลตอบแทน 10-15% ได้ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน และเราจะทำแบบนั้นได้หรือไม่ ลองติดตามความเห็นของคุณต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี ที่แนะนำว่า กองทุนประเภท “ทริกเกอร์” เรียกได้ว่า เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริม (Satellite Product) นั้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามเงินลงทุน สามารถลงทุนได้ระยะยาว และคาดหวังเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งต้องลองตั้งคำถามตัวเองดูว่า คุณต้องการอะไรแบบนี้หรือเปล่า
ในแง่ของผู้ออกกองทุน ดิฉันมองว่า บลจ.คงเห็นโอกาสว่า ตลาดหุ้น (ไม่ว่าจะไทยหรือจีน หรือเกรทเทอร์ ไชน่า ซึ่งประกอบด้วยจีน ฮ่องกง และไต้หวัน) มีทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน แต่อีกมุมหนึ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสนใจจากผู้ลงทุนที่กระโดดเข้าใส่กองทุน “ทริกเกอร์” สะท้อนให้เห็นความคาดหวังผลตอบแทนที่ระดับ 10-15%
และยิ่งกองทุนสามารถให้ผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายบ่อยๆ ถี่ๆ ก็ยิ่งสะท้อนว่า ผลตอบแทนหรือกำไรในระดับ 10-15% สำหรับการลงทุนในปีนี้ ด้วยบรรยากาศแบบนี้ มีความเป็นไปได้มาก เมื่อรู้เป้าหมายแล้วว่าเท่านี้เป็นไปได้ ก็ลองคิดต่อนะคะว่า จะทำอย่างไรให้ไปสู่เป้าหมายนั้น
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



