ข่าว

"อานันท์" ประกาศยุติบทบาท-ลาออก กก.ปฏิรูปฯ

"อานันท์" ประกาศยุติบทบาท-ลาออก กก.ปฏิรูปฯ

14 พ.ค. 2554

คณะกรรมการปฏิรปประกาศลาออก ยุติบทบาท กลางวงเสวนา ระบุ ทำพิมพ์เขียวแนวทางปฏิรูปประเทศ สามารถต่อยอดได้ เสนอให้พรรคการเมืองนำแนวทางที่มีไปเป็นนโยบายชูหาเสียง เพราะเชื่อว่าเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาตรงจุด

(14พ.ค.) ที่ห้องออดิทอเรี่ยม อาคารปฏิบัติการ บมจ.อสมท. สำนักงานปฏิรูป เพื่อปฏิรูปสังคมไทยที่เป็นธรรม ได้จัดเวที ” เลือกตั้งทั้งที ควรต้องมีปฏิรูป “ โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการปฏิรูปฯและกรรมการปฏิรูป ประกอบด้วย นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.สมชัย ฤชุพันธ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพามิต และอดีตผอ.สนง.เศรษฐกิจการคลัง ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ผู้เชี่ยวชาญฐานทรัพยากรและเกษตรกรรายย่อย พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ เข้าร่วม

 นายอานันท์ กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปไม่ใช่ของใหม่ ทุกสังคมต้องการความยุติธรรม ลดความเหลี่อมล้ำ สังคมใดไม่มีความยุติธรรมหรือมีความเหลื่อมล้ำมากก็มักมีปัญหา ดังนั้นทุกประเทศจึงแสวงหาวิธีการเพื่อแก้ปัญหา ไมว่าจะใช้ปรัชญาการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ระบอบคอมมิวนิสต์ ระบบเศรษฐกิจเสรี ทุนนิยม ประชานิยม แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้น ซึ่งเหตุผลหลักคือโลกเรามีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางประเทศก็มีปัญหาการรบราฆ่าฟัน น้อยนักที่สังคมนั้นจะรู้วิธีการปฏิรูปโดยวิธีสันติ หรือเข้าหาซึ่งกันและกัน อะลุ้มอะล่วยแต่การปฏิรูปที่ใช้กันมีรูปแบบที่ใช้วัตถุหรือเทคโนโลยีแต่การปฏิรูปที่เป็นหัวใจและทำให้ยั่งยืน คือวิธีคิด จิตวิญญาณ จิตสำนึก ภายใต้หลักการความเป็นธรรม โปร่งใส คุณธรรมฯ การใช้สิทธิของตนเพื่อต่อรองอำนาจ

 นายอานันท์ กล่าวว่า ปัญหารากเหง้าของสังคมไทยเกิดจากความแตกต่างและความเลื่อมล้ำเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างอำนาจ ที่ไม่เปิดโอกาสและเปิดพื้นที่ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ เกิดการกระจุกตัวอยู่ของอำนาจอยู่ในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ๆ ทั้งเรื่องของความมั่นคง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการค้า การศึกษา สาธารณสุข ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นเบี้ยล่างตลอดชีวิต และรู้สึกว่าอนาคตไม่มี ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สังคมไทยควรแก้ไขปัญหา

 นายอานันท์ กล่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปจะรวบรวมในสิ่งที่ทำมาทั้งหมด ถือว่าจะเป็นพิมพ์เขียวให้กับภาคประชาชน และให้พรรคการเมืองนำไปใช้ประโยชน์ในการนำเสนอนโยบายหาเสียงให้กับประชาชนและประเทศ ในส่วนที่เราทำยังไม่สำเร็จเราจะระบุไว้ว่าให้ศึกษาเพิ่มเติม เชื่อว่าหากใครเข้ามาเป็นรัฐบาลสามารถหยิบยกไปสานต่อได้ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการฯ มีอายุ 3 ปี แต่เมื่อรัฐบาลยุบสภาและจะมีเลือกตั้ง ดังนั้นคณะกรรมการฯ หารือและได้ข้อสรุปว่าตัดสินใจลาออกทั้งคณะ มีผลตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.นี้ แต่ทุกคนพร้อมสนับสนุนแนวทางความคิดนี้ต่อไป ซึ่งข้อสรุปของคณะกรรมการฯ ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาพื้นฐานของสังคมและการแก้ปัญหาที่ตรงจุด คือ การลดอำนาจรัฐเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประชาชน

 “ พรรคการเมืองควรจะมีการชูนโยบายในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดมีแนวนโยบายชัดเจน จึงอยากให้พรรคการเมืองเล็งเห็นแนวทางที่ควรปฏิรูป เดินหน้าต่อไป สิ่งที่คณะกรรมการฯ ทำมาไม่อยากให้มีการสูญเปล่า เพราะเชื่อว่าคณะกรรมการฯ เห็นแล้วว่าการดำเนินการที่มีข้อสรุปแล้ว สามารถเดินหน้าได้จริง และผมตอบไม่ได้ว่าข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปจะได้นำไปดำเนินการหรือไม่ แต่ผมคิดแต่เพียงว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ เมื่อทำไปแล้ว ไม่คิดหวังประโยชน์อื่นใด ทุกอย่างอยู่ที่จิตสำนึกรู้สึกรับผิดชอบ ของสังคมไทยร่วมกัน ” นายอานันท์ กล่าว

 ดร.สมชัย กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการด้านเศรษฐกิจ ทางคณะกรรมการปฏิรูปยังไม่ได้คุยกันอย่างลึกซึ้ง แต่มีแนวทางกว้างๆคือ การปฏิรูประบบคิดด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยมีเป้าหมาย 4 ประการคือ 1.จัดสรรทรัพยากรได้อย่างเต็มที่ 2.ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.บริหารเศรษฐกิจเจริญเติบโตต่อเนื่อง เกิดเสถียรภาพ และ 4.การกระจายการปันผลเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม ซึ่งใน 4 ด้านนี้มีความสำคัญมาก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีภาวการณ์ที่มีจุดอ่อน นั่นก็คือ การจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจ เบื้องต้นก็ต้องดำเนินการจัดสรรการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ แรงงานมีงานทำ ที่ดินมีการใช้เต็มที่ นักธุรกิจสามารถประกอบธุรกิจได้ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการบริหารงานที่ดีพอสมควร แต่ปัญหาหลัก คือ ปัญหาการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ซึ่งไม่มีนโนบายที่ชัดเจน ทำให้ที่ดินว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีการกระจุกตัวในบางพื้นที่และอยู่ในมือของผู้มีอำนาจ ประเทศไทยไม่มีการเก็บภาษีที่ดิน มีเพียงแต่การเก็บภาษีโรงเรือน บำรุงท้องที่ ซึ่งไม่ได้เก็บภาษีที่ทั่วถึง บางคนมีที่ดินมากแต่ไม่ได้เก็บภาษี ราคาที่ดินก็เพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าจากราคาในอดีต แม้จะมีการเก็บภาษีย้อนหลังเจ้าของที่ดินก็ไม่สะเทือน หากย้อนไปเมื่อปี 2540 ที่เกิดวิกฤตฟองสบู่ส่วนหนึ่งก็เกิดมาจาก การเก็งกำไรจากที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ทั้งๆที่เราควรมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า การจำกัดการครอบครองที่ดินทางการเกษตร ซึ่งในรัฐบาลนี้มีการเสนอร่างพ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้างต่อสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งร่างพ.ร.บ.นี้มีสาระสำคัญคือ การสกัดกั้นการเก็งกำไร แต่สุดท้ายเมื่อมีการยุบสภาร่างพ.ร.บ.ก็ตกไป แต่หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะหยิบยกร่างพ.ร.บ.นี้มาพิจารณาต่อ

 นายพงศ์โพยม กล่าวว่า ในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ คือการยกเลิกภูมิภาค ซึ่งคนของกระทรวงมหาดไทยออกมาคัดค้าน ตนเห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมการฯ ทำเป็นสิ่งดี ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองเสียหาย หากกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคได้ จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนสามารถจัดการตัวเองได้ และจะมีการจัดการระบบในท้องถิ่นได้ดี เพราะรู้ปัญหาในพื้นที่ดี รัฐบาลที่ผ่านมามีแต่ลดแลกแจกแถม สร้างประชานิยม ทำให้ประชาชนอ่อนแอ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าใครมาเป็นรัฐบาล ควรพิจารณาว่ากำนันผู้ใหญ่บ้าน มีความจำเป็นแค่ไหน อย่างไร ถ้ามีความจำเป็นก็คงอยู่ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องแยกออกจากส่วนกลาง

 พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า ก่อนที่เราจะปฏิรูปการเมืองหรืออะไรก็ตาม เราต้องปฏิรูปที่จิตสำนึกก่อน จะต้องเน้นเรื่องกระจายอำนาจ ขณะเดียวกันต้องเน้นเรื่องปฏิรูปการศึกษากระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสร้างการศึกษาที่มีความเท่าเทียมกัน ส่งเสริมคนด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษา ทำให้ยกระดับคุณภาพของคนมากขึ้น และจะเป็นการเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาของสังคม ปัญหาสังคมไทยทุกวันนี้ยึดติดกับวัตถุนิยม ขณะที่พลังทางศาสนาและวัฒนธรรมอ่อนแอ พระเองก็คุณภาพลดน้อยลง ดังนั้นต้องปฏิรูป เพื่อให้คณะสงฆ์เข้มแข็งขึ้น นอกจากนี้ชุมชนต้องเข้มแข็งด้วย อย่าเป็นปัจเจกนิยมจนเกินไป

 น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ความรู้จะไม่สูญหายไป สิ่งที่คณะกรรมการได้ทำไว้จะเป็นอำนาจ ที่เราควรจะถ่ายทอดความรู้นี้ไปสู่ประชาชนผ่านทางเครือข่ายภาคประชาชน ให้เพื่อเป็นตัวคับเคลื่อนต่อไป เพราะเชื่อว่าถ้าประชาชนมีความรู้มากขึ้นก็จะเป็นจุดเปลี่ยน