ข่าว

กกต.ถกไอซีทีใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กหาเสียง

กกต.ถกไอซีทีใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กหาเสียง

13 พ.ค. 2554

กกต. เพิ่งตื่น ถกไอซีที กรณีใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กหาเสียง รับคำนวนต่าใช้จ่ายยากเพราะเปิดฟรี แถมหากตรวจสอบต้องขออนุญาติต่างชาติ เพราะเซิร์ฟเวอร์อยู่เมืองนอก เสนอตั้งทีมจับตาใช้โซเซียลเน็ตเวิร์คหาเสียงหลัง 18.00 น.ก่อนเลือกตั้ง พร้อมจัดเวทีอบรมโครงการคนพิก

   (13พ.ค.)จากกรณีที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงเรื่องการหาเสียงผ่านโซเซียลเน็ตเวิร์ค ทาง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้หารือกับตัวแทนของกระทรวงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) โดยนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. กล่าวว่า การหาเสียงผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเว็ปไซต์นั้นกฎหมายไม่ได้ห้าม

 แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะต้องคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยหากมีการโพสต์ข้อความในช่วงที่พ.ร.ฏ.เลือกตั้งผ่านโซเซียลเน็ตเวิร์คจะมีค่าใช้จ่ายหรือไม่ และหากมีค่าใช้จ่ายจะมีวิธีการนำมาคิดรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งได้อย่างไร ในขณะเดียวกันผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งเป็นแฟนพันธ์แท้คอการเมืองจะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นเครื่องมือในการแสดงความเห็นทางการเมือง

 โดยอาจจะเชิญชวนให้คนในเครือข่ายมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแม้เป็นสิทธิเสรีภาพที่สามารถทำได้ แต่การเชิญชวนให้เลือกผู้สมัครหลังเวลา 18.00 น.ก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน หรือแสดงความเห็นในลักษณะเข้าข่ายการหาเสียงใส่ร้ายก็ถือว่ามีความผิด จะขัดต่อกฎหมาย ทางกระทรวงไอซีทีจะทำอย่างไรจึงจะเป็นการป้องปรามการกระทำผิดในโลกไซเบอร์ ไม่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือผู้สมัครกระทำความผิด

 ด้านนายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ รองปลัดกระทรงไอซีที ได้ชี้แจงว่า ทางกระทรวงฯก็มีความเป็นห่วงเรื่องการแอบอ้างตัวว่าเป็นผู้สมัครและไปโพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ต่างๆ แต่ในกรณีนี้สามารถตรวจสอบได้จากประวัติการใช้งานและสภาพแวดล้อม แต่ในส่วนของโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ที่มีเซิร์ฟเวอร์ให้บริการอยู่ต่างประเทศ

 ซึ่งหากจะตรวจสอบจะะต้องทำเรื่องร้องขอความร่วมมือไปยังต่างประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร นอกจากนี้ เฟสบุ๊ค และทวิตเตอร์ ยังเป็นระบบที่เปิดให้ใช้บริการฟรี หากจะคิดรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ในเบื้องต้นต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า ผู้ใช้เป็นเจ้าของจริงหรือไม่ หรือมีใครสมัครให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ยาก ดังนั้น จึงขอให้กกต.มอบนโยบายกับผู้สมัครและพรรคการเมืองว่า ห้ามหาเสียงผ่านสื่ออีเล็กทรอนิกส์หลังเวลา 18.00 น.ก่อนวันเลือกตั้ง

 “ขอเสนอให้กกต.และกระทรวงไอซีที ตั้งทีมงานทางด้านเทคนิคขึ้นมาตรวจสอบการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คหาเสียงหลังเวลา 18.00 น.ก่อนวันเลือกตั้ง และต้องมีการทำประชาสัมพันธ์อย่างหนักเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงการออกกฎบังคับให้คอบคุมสื่อวิทยุชุมชนที่ออกอากาศผ่านทางออนไลน์ หากมีการโพสต์ข้อความใส่ร้ายป้ายสีและมีผู้ร้องเรียนเข้ามาจะได้ตรวจสอบได้ ซึ่งเราต้องเขียนเสือให้วัวกลัว “ นายธานีรัตน์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้รับการชี้แจงแล้ว นายสุทธิพล กล่าวยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงผ่านโซเซียลเน็ตเวิร์ค เป็นเรื่องทางเทคนิค หากจะกำหนดกติกาต่างๆ คิดว่าจะปฏิบัติได้ยาก เพราะไม่สอดคล้องกับทางด้านเทคนิค และจะทำให้กกต.และพรรคการเมืองทำงานอย่างมีปัญหา คงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากกระทรวงไอซีที

 อย่างไรก็ตาม ตนจะนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอต่อกกต. ซึ่งปกติจะมีศูนย์อำนายการประสานงานการเลือกตั้ง ที่มีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. เป็นประธานศูนย์ฯ และเชิญผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้ามาร่วมงาน

 โดยในยุคโลกาภิวัฒน์จะเสนอที่ประชุมให้เชิญปลัดกระทรวงไอซีทีมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้วย รวมถึงจะขอความร่วมมือจากสมาคมอินเตอร์เน็ตและสื่อมวลชนเข้ามาร่วมด้วย เพื่อเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ให้พรรคการเมืองและประชาชนได้รับทราบ เป็นการป้องกันไม่ให้กระทำผิดกฎหมาย เพราะประชาชนส่วนหนึ่งอาจจะกระทำผิดโดยไม่รู้เท่าไม่ถึงการณ์

กกต.จัดเวทีอบรมโครงการคนพิการส่งเสริมประชาธิปไตย

 ต่อมานายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ได้เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการคนพิการส่งเสริมประชาธิปไตย โดยนายวิสุทธิ์ กล่าวว่า กลุ่มคนพิการและอาสาสมัครดูแลคนพิการทุกประเภทเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนารากฐานประชาธิปไตย

 ซึ่งจะเห็นได้จากการออกเสียงประชามติครั้งแรกของประเทศไทยว่าจะรับหรือไม่ รับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ตลอดจนการเลือกตั้งส.ส.และส.ว.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มคนพิการทุกประเภทได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์เชิญชวนกลุ่มคนพิการ เข้ารับความรู้จากโครงการของสำนักงานกกต.มาอย่างต่อเนื่อง

 ตลอดจนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้ทัดเทียมกับประชาชนทั่วไปและ ไม่ถูกชักจูงโดยบุคคลที่หวังผลทางการเมือง และในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ผู้พิการและประชาชนทั่วไปจะได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อช่วยกันสร้างและรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข