
ธปท.ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเงินเฟ้อยังกดดัน-4เดือนยอดขอบีโอไอพุ่ง1.7แสนล.
ผู้ว่าแบงก์ชาติแย้มดอกเบี้ยนโยบายยังจ่อปรับขึ้นอีก จากแรงกดดันของเงินเฟ้อ อีกทั้งดอกเบี้ยแท้จริงติดลบนานเกินไปไม่ได้ ด้านบีโอไอปลื้ม 4 เดือน ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนพุ่งรวมเม็ดเงินกว่า 1.7 แสนล้านบาท
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 11 ว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแรงกดดันจากเงินเฟ้ออยู่มาก ทั้งจากการเติบโตของเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์และการคาดการณ์เงินเฟ้อที่มีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น คงหนีไม่พ้นที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก เพื่อให้กลับสู่ภาวะปกติ หลังจากดอกเบี้ยแท้จริงติดลบเป็นเวลานาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมนัก โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยย่อมมีผลต่อการออม การจับจ่ายของประชาชนด้วย
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจากความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่นเดียวกับปัญหาการเมืองทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติ ดังนั้น นักลงทุนต้องมีการบริหารและมีหลักในการกระจายความเสี่ยงที่ดี
ขณะที่นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาวะการลงทุนในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2554 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทย โดยโครงการขอการส่งเสริมการลงทุน มีทั้งสิ้น 582 โครงการ เพิ่มขึ้น 53% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 381 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 170,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 129,500 ล้านบาท
"การลงทุนในช่วงตั้งแต่ต้นปีมีความหลากหลาย และกระจายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม จำนวนเงินลงทุนที่เป็นกลุ่มขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่มีต่อประเทศไทย และยังมองเห็นศักยภาพ การเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค เพื่อกระจายสินค้าส่งออกไปยังตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง" นางอรรชกากล่าว
ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ ได้ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยการลงทุนจากนักลงทุนญี่ปุ่น ยังมีทิศทางขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา มีโครงการจากผู้ประกอบการญี่ปุ่น ที่เดินหน้าขยายการลงทุนในไทย เช่น บริษัท เอจีซี ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ขยายกิจการผลิตกระจกนิรภัยสำหรับรถยนต์ เงินลงทุน 759 ล้านบาท บริษัท สยาม ฟูโกกุ จำกัด ขยายกิจการ ยางปัดน้ำฝน เงินลงทุน 854 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่ ของนักลงทุนประเทศอื่นๆ เช่น บริษัท แคล-คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นต้น



