
ศักดินาใหม่
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว มีงานมุทิตาจิต "ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งถือว่าเป็นงานรวมพลปัญญาชนสยามที่น่าสนใจยิ่ง
หนึ่งในหลายหัวข้อปาฐกถาวันนั้นคือ "เศรษฐศาสตร์ (ของ) การเมืองไทย" ของ ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ที่ได้นำเสนอว่า การกระจายหรือการกระจุกตัวของทรัพย์สิน เป็นประเด็นสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจ เพราะความกระจุกตัวของความมั่งคั่ง ได้นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของทุกประเทศทั่วโลก
ในประเทศไทยกลุ่มคนที่ร่ำรวย 10% แรกของประเทศถือครองทรัพย์สินสูงกว่าคนที่ยากจนที่สุด 10% ของประเทศ คิดเป็น 69 เท่า
รัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ได้จุดประกายการปฏิรูปหรือตรากฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการถือครองทรัพย์สิน โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ตอนนั้น กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีเป้าประสงค์เพื่อใช้ที่ดินที่ทิ้งร้างให้เป็นประโยชน์ ให้ อปท.จัดเก็บแล้วนำรายได้ไปบำรุงกิจการในพื้นที่ ตั้งกองทุนธนาคารที่ดินได้ อัตราภาษีที่กำหนดค่อนข้างต่ำ คือ 0.05-2% ที่ใช้มากถึงแค่ 0.5%
แต่น่าเสียดายที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้เลื่อนการพิจารณาออกไป และมีแนวโน้มว่ายากที่จะผ่านการเห็นชอบของ "สภาล่างนักเลือกตั้ง" และ "สภาสูงครึ่งบกครึ่งน้ำ" "เงื่อนไขที่ทำให้ไทยเรายังไม่มีกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ เพราะนักการเมืองในสภาเป็นผู้ออกกฎหมาย ขณะที่นักการเมืองเหล่านั้นถือครองที่ดินเป็นจำนวนมาก"
อาจารย์ผาสุกสรุปถึงสาเหตุที่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ปรากฏผลเป็นจริง
"กรณีของเมืองไทย ข้อมูลนี้อาจบอกเค้าลางว่า อุปสรรคอยู่ที่รัฐสภา ข้อมูลของ ป.ป.ช.
แสดงการแจ้งถือครองที่ดิน พรรคเพื่อไทย 173 คน 2.1 หมื่นไร่ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ประชาธิปัตย์ 160 คน 1.5 หมื่นไร่ 6,000 ล้านบาท ภูมิใจไทย 31 คน 4,000 ไร่ 730 ล้านบาท เพื่อแผ่นดิน 29 คน 5,000 ไร่ 1,000 กว่าล้านบาท ฯลฯ"
ข้อดีของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่กำหนดให้มีองค์กรอิสระ ป.ป.ช. และบังคับให้นักเลือกตั้งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. มันก็ดีที่ทำให้ชาวบ้านร้านตลาดได้ทราบว่า ใครมีที่ดินอยู่กี่ไร่กี่แปลง?
"ส.ว.145 คน 2 หมื่นไร่ 1 หมื่นกว่าล้าน คิดเป็นค่าเฉลี่ย ส.ส. 121 ไร่ต่อคน, ส.ว. 123 ไร่ต่อคน" อาจารย์ผาสุกชี้ให้เห็นชัดๆ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรมประชาธิปไตยอุปถัมภ์" ที่อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เคยวิเคราะห์ถึงการผสมผสานระหว่างอำนาจนิยมกับทุนนิยม จึงเป็นที่มาของทุนนิยมอภิสิทธิ์ในช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516
หลังจากนั้น วัฒนธรรมประชาธิปไตยได้เติบใหญ่ควบคู่กับการขยายตัวของทุนนิยมเสรี แต่ในโครงสร้างเชิงอุปถัมภ์ มันจึงทำให้ประชาธิปไตยเสรีไม่เป็นจริงในสังคมไทย
นักเลือกตั้งหรือ "ศักดินาใหม่" ได้สร้างความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ทั่วทั้งตลาดการเมือง และนำมาซึ่งวาทกรรม "รวยกระจุก จนกระจาย"
นักปฏิรูปข้างถนน อาจฝันถึงการพังทะลายของประชาธิปไตยอุปถัมภ์ ด้วยพลังอนุรักษนิยม แต่วัฒนธรรมอำนาจนิยม มิอาจแก้ไขปัญหารวยกระจุกได้
ทำนองเดียวกัน นักประชาธิปไตยเฟ้อ ก็มิอาจละเมอเพ้อพกถึงทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย ภายใต้โครงสร้าง "ทุนนิยมอภิสิทธิ์" อย่างที่เห็นและเป็นอยู่
มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย ที่ "อำนาจนิยม" กำลังปะทะกับ "เสรีนิยม" และผลแห่งการปะทะย่อมกระทบทั้งในปริมณฑลทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างเลี่ยงมิได้
บางที "ศักดินาใหม่" อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่าพลังจารีตกลุ่มอื่นด้วยซ้ำไป



