
พ่อดี สอนลูกดี
ถ้าอาหารการกินบอกให้รู้ว่าคุณจะเป็นอย่างไร อย่างคำพูดในภาษาอังกฤษว่า You are what you eat แล้วไซร้ การอ่านก็บอกให้รู้ได้เช่นกันว่าคุณจะเป็นเช่นไร หรือ You are what you read เพราะหนังสือนั้นย่อมส่งผลต่อตัวผู้อ่านได้เช่นเดียวกับอาหาร
มีผู้พูดกันเสมอว่าสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้คนไทยขาดความรู้และความคิด เป็นเพราะสังคมไทยขาดวัฒนธรรมในการอ่าน แต่ที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้นก็คือนอกจากจะไม่ชอบอ่านหนังสือกันแล้ว คนไทยยังอ่านหนังสือไม่เป็นอีกต่างหาก ถ้าลองสำรวจการอ่าน (อันน้อยนิด) ของคนไทยในทุกวันนี้ จะพบว่าถ้าอยู่ในวัยเด็กจะอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งค่อนข้างจะเซ็กซี่ วัยรุ่นจะเขยิบขึ้นมาอ่านนิยายโรมานซ์แนวทะเลทรายแบบไทยๆ ที่เซ็กส์ๆ เถื่อนๆ ต่อจากนั้นก็จะมาถึงแม็กกาซีนประเภทดาราที่มีภาพแฟชั่นและข่าวคราวของดาราคนโปรด แล้วจบลงที่หนังสือเกี่ยวกับเวรๆ กรรมๆ ทั้งหลาย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือเวียดนาม จะนิยมอ่านงานวรรณกรรมคลาสสิก หรือวรรณกรรมระดับโลก กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ทุกวันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นก้าวไปข้างหน้า มีประชากรที่มีความรู้ความคิด และมีนักคิดนักเขียนที่มีคุณภาพจำนวนมาก
ผมคิดว่าหลายๆ องค์กรในเมืองไทยเองก็เป็นกังวลกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ และหาทางผลักดันให้เกิดการตื่นตัวในการเขียนการอ่านขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลยล่ะครับ หากไม่เริ่มสร้างนิสัยรักการอ่านและสอนให้อ่านหนังสือเป็นตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งผมเชื่อว่าสองสิ่งนี้มีความสำคัญกว่าจำนวนคนอ่านหนังสือออกเป็นไหนๆ เพราะมีผลการวิจัยที่ยืนยันแล้วว่า คนไทยที่มีตัวเลขว่าเป็นผู้รู้หนังสือเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว มีคนที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่ารู้หนังสือจริงๆ (ไม่ใช่แค่ตัวเลข) เพียงไม่เท่าไหร่หรอกครับ และในจำนวนนั้น ก็มีจำนวนคนอ่านหนังสือปีละเพียงไม่กี่เล่มหรือไม่กี่หน้า ซึ่งหากไปดูยอดจำหน่ายของหนังสือประเภทวรรณกรรมบ้านเรา ก็จะตกใจว่าอยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วง เว้นแต่บางเล่มที่มีกระแสอย่างอื่นเช่นรางวัลซีไรต์ หรือละครโทรทัศน์ เข้ามาเป็นตัวช่วย
ปัญหาอีกประการหนึ่งของการอ่านหนังสือของคนไทย ก็คือการอ่านตามแฟชั่น ซึ่งไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริงภายในตัวของตนเอง ซึ่งหนังสือประเภทนี้จะมาเหมือนไฟลามทุ่ง โดยคนอ่านก็อาจจะอ่านเพื่อได้ให้ชื่อว่าได้อ่าน เช่นหนังสือเกี่ยวกับคนดังต่างๆ หรือหนังสือฮาว ทู บางเล่ม คุณผู้อ่านอาจจะพอจำได้ว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ในยุคของ “อัศวินคลื่นลูกที่สาม” ที่คนไทยตื่นเต้นกับการประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของนักธุรกิจการเมืองคนสำคัญนั้น หนังสือที่ขายดิบขายดีในช่วงดังกล่าว คือหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางสู่ความร่ำรวย อย่าง “พ่อรวย สอนลูกรวย” หรือ “สอนลูกให้รวย” เป็นต้น แต่ทุกวันนี้ก็คงจะเห็นกันแล้วว่าหนังสือเหล่านั้น ไม่สามารถทำให้คนที่อ่านร่ำรวยขึ้นมาได้เสมอไป เพราะจริงๆ แล้ว การที่จะเป็นเช่นหนังสือได้คงต้องประกอบด้วยปัจจัยอื่นอีกหลายประการ
กับสภาพยุ่งเหยิงและสับสนของสังคมไทยในทุกวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลพวงบางส่วนมาจากความคิดและความเชื่อในทางที่ผิด โดยเฉพาะในเรื่องการแสวงหาความร่ำรวยใส่ตนถ่ายเดียว ซึ่งผมคิดว่าหนังสือที่คนไทยควรจะต้องอ่านอย่างยิ่งในเวลานี้ก็คือ หนังสือที่ทำให้คนอ่านมีจิตสำนึกที่ดีต่อบ้านเมืองและสังคม หนังสือที่สอนให้คนมีความละอายต่อบาป หนังสือที่สอนให้คนยึดมั่นในคุณธรรมและคุณงามความดี
ครับ ถ้ามีใครเขียนหนังสือประเภท “พ่อดี สอนลูกดี” หรือ “สอนลูกให้เป็นคนดี” ช่วยส่งข่าวมาบอกผมด้วยนะครับ ยินดีจะกระจายข่าวให้เต็มที่



