ข่าว

ปณิธานเผยจับตากลุ่มเคลื่อนไหวนอกปท.

ปณิธานเผยจับตากลุ่มเคลื่อนไหวนอกปท.

19 เม.ย. 2552

นายกฯอภิสิทธิ์ประชุมหน่วยงานความมั่นคง "ปณิธาน"แจงเหตุจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.เพราะมีจุดเสี่ยงอีก 2-3 จุด เผย ผบ.ตร.แถลงผ่าน ทรท.พรุ่งนี้แจงทุกคดี พร้อมมีการจับตาการเคลื่อนไหวนอกประเทศ ทีมโฆษกเพื่อไทยเผยโปรแกรมเดินสายยื่นหนังสือทุกหน่วยงานให้ตรวจสอบสลายม็อบเส

เมื่อเวลา 10.00 น.  หลังจากจบรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง ที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี   พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว. กลาโหม พล.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.อ. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. และพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที

 จากนั้นเวลา 11.40 น. นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล และมุ่งหน้ากลับบ้านพักย่านสุขุมวิททันที โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท เดินทางออกจากทำเนียบฯไปในเวลาไล่เลี่ยกัน เหลือเพียงนายสุเทพ และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่นั่งหารือกลุ่มย่อยต่อ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการหารือว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพเพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ถือว่ารัฐบาลได้เข้ามาทำงานตามปกติแล้ว และคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.)ก็จะได้มาประชุมที่ทำเนียบฯ เพื่อรายงานสถานการณ์ให้นายกฯ ทราบเป็นระยะ ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกในวันนี้ โดยที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์ทั่วไป สถานการณ์ความมั่นคง และความสงบเรียบร้อย และกรณีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 นายปณิธาน กล่าวอีกว่า นายกฯ ยังได้ขอบคุณผู้นำเหล่าทัพทุกคนที่ได้ร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยได้กำชับให้ดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บให้ทั่วถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร และพลเรือน และได้กำชับให้ชี้แจงในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา หรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง โดยต้องขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนในกรณีที่ยังมีข้อสงสัยหรือไม่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารก็ให้แจ้งมายังทำเนียบฯได้  และขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการประเมินและพิจารณาสถานการณ์ว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายลง

 เมื่อถามว่าได้หารือหรือไม่ว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้เมื่อใด นายปณิธาน กล่าวว่า ถ้าสถานการณ์ทุกอย่างเรียบร้อยก็ยกเลิกได้ ซึ่งก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผู้นำ และความเคลื่อนไหวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงแนวโน้มของการชุมนุม คาดว่าคงต้องใช้เวลาประเมินสถานการณ์อีกระยะหนึ่ง ซึ่งเราก็มีการประเมินกันทุกวัน เพราะมีหลายปัจจัยที่ฝ่ายความมั่นคงยังมีความกังวล

 เมื่อถามว่าขณะนี้มีสถานการณ์จุดไหนที่ยังมีความล่อแหลม นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้ก็ต้องยอมรับว่ามีความพยายามในการเคลื่อนไหวหลายพื้นที่เพื่อปลุกระดมคนเข้ามา เช่นที่สนามหลวง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังกังวลอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็คลี่คลายไปเกือบหมดแล้ว และการเดินทางกลับมายัง กทม.ของประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ก็เรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนการชุมนุมใหญ่ ๆ ทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดและกทม.ขณะนี้ก็คลี่คลายเกือบทั้งหมดแล้ว ส่วนที่มีผบ.ทบ.เป็นห่วงแหล่งที่เป็นสาธารณูปโภคสำคัญนั้น ก็มีกำลังทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่คงไว้ในจุดที่สำคัญ ๆ อยู่แล้ว แต่ก็มีทยอยลดกำลังลงตามลำดับ และปรับให้เข้ากับสถานการณ์มากขึ้น จะคงกำลังไว้เฉพาะจุดที่สำคัญ ๆ เท่านั้น ทั้งนี้ในวันเปิดทำการปกติก็จะได้มีการประเมินอีกครั้งว่ากำลังที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ที่จะดูแลความเรียบร้อย

 เมื่อถามว่าได้หารือถึงการเตรียมการรับมือของกลุ่มที่จะลงไปเคลื่อนไหวใต้ดินหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า กอฉ.ก็ได้ติดตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น และประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยได้รับเบาะแสจากหลายส่วนว่ามีความเคลื่อนไหวทั้งในและต่างประเทศ โดยความเคลื่อนไหวในส่วนของต่างประเทศนั้นก็มีความพยายามที่จะให้ข้อมูลข่าวสารกับสื่อต่างประเทศที่แตกต่างออกไป รวมทั้งความเคลื่อนไหวในการเดินทางออกนอกประเทศของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายความมั่นคงก็ได้มีการติดตามและเฝ้าระวังของกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ ซึ่งมีประมาณไม่ถึง 10 คน โดยบางคนก็ได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้ว ซึ่งรายละเอียดทั้งหมด รวมทั้งคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การจับกุมผู้กระทำผิด ทางผบ.ตร.จะแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท) ให้ทราบในช่วงเวลา 15.00-16.00 น. วันที่ 20 เม.ย.นี้ ซึ่งการแถลงครั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะคดีของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่จะรวมถึงทุกคดีที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ก็จะแถลงถึงการทำงานกับสื่อมวลชนในสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย โดยเฉพาะสื่อต่าง ๆ ที่คิดว่าจะมีผลกระทบต่อการทำงาน ก็จะได้พูดคุยชี้แจงรายละเอียดด้วย

 เมื่อถามว่าข่าวลอบสังหารนายกฯ และบุคคลสำคัญยังมีอยู่หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่าแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถไว้ใจได้ ยังไม่อยู่ในระดับที่จะไว้วางใจได้ ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยให้กับนายกฯ ยังต้องเข้มงวดต่อไป ซึ่งก็ต้องขออภัยประชาชนและสื่อมวลชนที่อาจได้รับผลกระทบบ้างต่อการเดินทางของนายกฯ อีกทั้งวาระงานต่าง ๆ ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะแม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปบางส่วนแล้ว แต่เราก็ไม่อยากให้สถานการณ์ย้อนกลับไปเหมือนเดิม ทั้งนี้นายกฯได้ย้ำว่าหากใครรู้สึกว่าไม่ได้รับความปลอดภัย ก็ให้แจ้งเบาะแสมาที่ทำเนียบฯได้ ผ่านนายสุเทพ  ซึ่งรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยให้กับทุกฝ่าย และขณะนี้เข้าใจว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมต่าง ๆ ก็เริ่มร้องขอให้รัฐบาลช่วยดูแลให้เกิดความเรียบร้อยแล้ว

 เมื่อถามว่า กอฉ.ได้พิจารณาข้อเสนอของพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้รัฐบาลเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้มาหารือ แต่เราก็มีการพิจารณาข้อเสนอหลายข้อ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเมือง แต่ในส่วนข้อเสนอของพรรคการเมืองนั้น นายกฯจะรอชี้แจงในการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 22-23 เม.ย.นี้

 นายปณิธาน ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกฯ ยังคงใช้โทรศัพท์มือถือเบอร์เดิมอยู่ว่า “ เมื่อวันก่อนก็มีคนโทรศัพท์ไปปลุกนายกฯตอนดึก ท่านก็ตื่นขึ้นมารับฟังเหตุผล เพราะตอนนี้คนไม่สบายใจก็พยายามติดต่อผู้บริหารโดยตรง เพื่อร้องเรียน เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น นายกฯยินดีและยืนยันจะไม่เปลี่ยนการทำงานในแง่ของความใกล้ชิดกับประชาชน แม้ว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยจะมีความเข้มข้นขึ้น ทั้งนี้นายกฯยินดีที่จะรับฟังข้อมูลการร้องเรียนโดยตรงทั้งทางโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ท ซึ่งประชาชนยังสามารถร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีทุกคน ทำเนียบฯ และกอฉ.ได้อีกด้วย โดยเมื่อได้รับข้อร้องเรียนแล้วก็จะได้มีการส่งกองกำลังของเจ้าหน้าที่ทีเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าไปดูแล เพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเช่นชุมชนต่าง ๆ ที่มีปัญหา ”

โฆษกเพื่อไทยโต้กลับนายกฯทันควัน

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมกับนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะทำงานโฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะนายกรัฐมนตรี จัดรายการ “ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ” โดยนายพร้อมพงศ์กล่าวว่า สิ่งที่นายกฯพูดภาพดูดี แต่นายกฯต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 2 รายที่บริเวณชุมชนนางเลิ้งเท่านั้น และไม่ได้เกี่ยวกับการชุมนุม แต่ที่ผ่าน ญาติของผู้เสียชีวิตที่พบศพในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้มาแจ้งว่าบุคคลทั้ง 2 คน ได้ไปเป็นการ์ดอาสาของคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน ซึ่งคำพูดญาติผู้เสียชีวิตไม่ตรงกับกับคำพูดนายกฯโดยสิ้นเชิง

 นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่าพรรคเพื่อไทยอยากทำความจริงให้กระจ่าง ฝ่ายกฎหมายจึงดำเนินการรวบรวมข้อมูลประชาชนที่บาดเจ็บและล้มตาย และร่างคำฟ้องเพื่อยื่นต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในวันที่ 20 เมษายน เวลา 10.00 น. ส่วนวันที่ 21 เมษายน เวลา 10.00 น. จะยื่นต่อผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในวันที่ 22 เมษายน จะยื่นคำร้องต่อประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินคดีตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ นอกจากนี้ในวันที่ 24 เมษายนนี้ พรรคเพื่อไทยจะยื่นคำร้องพร้อมเอกสารหลักฐานระบุคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีสลายการชุมนุมที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงที่ใช้กำลังทหารเกินกว่าเหตุ และเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)

 นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้มีการแทรกแซง คุกคาม ข่มขู่ การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ในกรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่ปิดหูปิดตาประชาชน ซึ่งหลังยกเลิกพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตนจะดำเนินการเอาผิดกล่าวโทษนายสาทิตย์   วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องต่างๆ

 ด้านนายจิรายุ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้องค์กร ชมรม เสรีภาพสื่อมวลชนทั้งหลาย ช่วยกันปกป้องวิชาชีพ โดยขอให้รัฐบาลคืนสิทธิ์เสรีภาพต่อประชาชนด้วย นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้ยุบสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีทิ้ง และเปิดให้มีการประมูลใหม่ เพื่อให้เป็นทีวีเสรีจริงๆ เพราะอยู่ไปก็รังแต่จะให้สังคมลำบาก นอกจากนี้ขอเรียกร้องไปยังโฆษกส่วนตัวนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เลิกทำตัวเป็นโทรโข่งเบี้ยวกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยทำงานใต้ดิน โดยการปล่อยข่าวสร้างกระแสได้แล้ว

                ทั้งนี้นายพร้อมพงศ์ ได้นำคนขับรถแท็กซี่คันที่ถูกรถของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชนระหว่างการหนีการถูกรุมทำร้ายจากกลุ่มคนเสื้อแดง ที่กระทรวงมหาดไทยมาร่วมแถลงข่าวด้วย โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า คนขับรถแท็กซี่ คันได้กล่าวได้เข้าแจ้งความต่อสน.สำราญราษฎร์ ในวันที่เกิดเหตุทันทีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ พร้อมกับบอกให้มาติดต่อใหม่ในวันต่อไป ซึ่งเมื่อคนขับรถแท็กซี่ ไปแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับตั้งข้อกล่าวหาว่านำรถไปจอดขวางรถของนายนิพนธ์ ทั้งที่คนขับรถแท็กซี่เป็นผู้ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังถูกติดตามจากบุคคลลึกลับตามไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ และที่บ้านพักด้วย อย่างไรก็ตามฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามคนขับรถแท็กซี่ดังกล่าวถึงสาเหตุที่เดินทางไปบริเวณกระทรวงมหาดไทย ได้รับคำตอบ ว่า เห็นคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมกันจึงอยากตามไปดูบ้าง

ปชป.แฉ 3แนวทางใต้ดินเสื้อแดง

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของพรรค ว่าแม่ว่ารัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ พยายามยุติการเมืองบนท้องถนนเข้าสู่สภาอีกครั้ง ในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 22-23 เม.ย. แต่ขณะนี้มีการผลักดันการเมือในสภากับมาสู่นอกสภาอีกครั้งและลงใต้ดินอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ 3 แนวทางคือ

1.สร้างความหวาดกลัวในวงกว้างในแนวทางที่ต่างกัน จากคำพูดของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ปฏิเสธการให้โอกาสสภาในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง

2.แนวทางสงครามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมีการจัดฉากอย่างครบวงจร ซึ่งเริ่มตั้งแต่การเตรียมพยานเท็จที่อยู่ในเหตุการณ์ มีการอ้างว่าบุคคลมรครอบครัวหายไป มีการแจ้งคนหายไปที่เครือข่ายที่กลุ่ม นปช.ตั้งขึ้นมาเอง มีการปล่อยข่าวตำรวจและทหารนอกรีดเป็นผู้ปลิดชีพกลุ่มเสื้อแดง และมีการสร้างหลักฐานปลอมโดยถ่ายทำวีซีดีตัดต่อ เพื่อใช้ในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อเป็นการปลุกระดมสร้างความแตกแยก ตนอยากให้สังคมใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมา กอฉ.ได้เปิดโอกาสให้นำเสนอข้อเท็จจริง แต่ไม่มีสื่อมวลชนแขนงไหนในหรือนอกประเทศ มาเสนอว่ามีผู้เสียชีวิตจริงทำไมไม่เห็นมีคนที่ไม่ใช่เครือข่าย นปช.ออกมายืนยันในเรื่องดังกล่าว และอยากถามกลับว่าการขอเวลาในการนำเสนอข้อมูล 1-2 วัน อยากถามว่าเป็นเวลาที่ใช้ในการสร้างเรื่องหรือไม่ ขณะที่ในประเทศยังมีการดำเนินการอีกขั้นหนึ่ง มีการโยงว่าเป็นการใช้ 2 มาตราฐาน และปลุกกระแสอำมาตยธิปไตยอีกครั้งหนึ่

และ 3. การสร้างความรุนแรงและโยนความผิดให้ฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นการลอบฆ่าองคมนตรีหรือนายสนธิ โดยให้เกิดภาพความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับเหล่าทัพ หรือมวลชนด้วยกันคือสีเหลืองกับสีน้ำเงิน โดยพยายามให้เกิดความหวาดระแวงในวงกว้าง เพื่อขยายประเด็นความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคมให้เกิดขึ้น

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายอภิสิทธิ์   เห็นด้วยกับแนวทางการนิรโทษกรรม เพื่อแก้ไขวิกฤติทางการเมือง ว่า แนวทางดังกล่าวจะต้องไม่ร่วมถึงคดี ที่มีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่การจะนิรโทษกรรมอดีตนักการเมือง ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า มีส่วนเกี่ยงข้องกับการกระทำผิดด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนว่าสังคมจะยอมรับได้อย่างไร ว่าการนิรโทษกรรมไม่ได้อยู่บนผลประโยชน์ของนักการเมือง ดังนั้นจึงอยากให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วม เพราะก่อนหน้านี้ในการเสนอการร่างกฎหหมายปรองดองแห่งชาติ ก็มีประเด็นนี้รวมอยู่ด้วย ส่วนจะเกิดขึ้นได้แค่ไหน ก็ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันหาทางออก

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า พรรคสนับสนุนแนวความคิดของนายกฯ ในการที่จะสร้างความสมานฉันท์กับทุกฝ่าย ซึ่งนำมาสู่การปฏิรูปทางการเมือง ตามที่นายกฯวางกรอบไว้ใน 2 สัปดาห์ ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าต่างสำคัญให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมือง

"สถาพร"ยันไม่ได้หนีพร้อมเข้ามอบตัว20เม.ย.
 
 หลังศาลจ.ลำพูน อนุมัติหมายจับนายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย ในความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา 215 และมาตรา 216 ตามประมวลกฏหมายอาญา รวมทั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจร สำหรับหมายจับที่มีการอนุมัติ แยกเป็นของ สภ.เมืองลำพูน 6 หมาย สภ.เหมืองจี้ 3 หมาย และ สภ.แม่ทา 5 หมาย  สืบเนื่องจากเหตุการณ์กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และกลุ่มคนเสื้อแดงใน จ.ลำพูน ยกมวลชนปิดถนนสายเชียงใหม่ - ลำปาง บริเวณแยกดอยติ ต.เหมืองจี้ อ.เมืองลำพูน และบริเวณดอยขุนตาล อ.แม่ทา จ.ลำพูน ในช่วงวันที่ 12 - 13 เม.ย.ที่ผ่านมา

 นายสถาพร กล่าวว่า  หลังถูกออกหมายจับไม่ได้หลบหนีไปไหน ยังลงพื้นที่พบปะประชาชนและเป็นประธานเปิดงานต่างๆ เพราะอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การออกหมายจับครั้งนี้ถือเป็นคดีการเมืองไม่ใช่คดีอาชญากรรมที่ต้องหลบหนี และตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.เพราะยังอยู่ในสมัยประชุมสภา

 หลังถูกออกหมายจับได้ติดต่อไปยังตำรวจแล้วว่าจะขอเข้าไปให้ถ้อยคำแต่ขอเวลารวมรวบเอกสารหลักฐานต่างๆ พร้อมกับผู้ถูกกล่าวหาอีกกว่า 10 คน รวมทั้งเตรียมหลักทรัพย์เพื่อขอยื่นประกันตัวด้วย คาดว่าจะเข้ามอบตัวในช่วงบ่ายวันที่ 20 หรือ 21 เม.ย.นี้

 "ผมยืนยันหลังถูกออกหมายจับไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่เข้าใจว่าบางครั้งตำรวจอาจตื่นเต้นไปบ้าง เพราะเป็นคดีแอบแฝงที่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การชุมนุมก็ยุติไปแล้ว"นายสถาพรกล่าว

 นายสถาพร กล่าวอีกว่า แนวทางการต่อสู้จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนเรื่องการเมืองก็จะต่อสู้ต่อไปเพราะตนเองมีวิธีคิดเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองแบบสงบ จะชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งรธน.ก็เปิดโอกาสให้สามารถชุมนุมได้ และการชุมนุมที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีเจตนาจะก่อกวนหรือสร้างความเสียหายให้กับรัฐแต่อย่างใด