ข่าว

รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ประจำวันที่ 19เม.ย.

รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ประจำวันที่ 19เม.ย.

19 เม.ย. 2552

วันนี้ (19 เม.ย.) เวลา 09.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 14 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

ช่วงที่ 1

พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ  กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ  เช้าวันอาทิตย์นี้  วันนี้ผมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลครับ  ผมจำได้ว่าสัปดาห์ที่แล้วในรายการนี้ ผมได้คุยกับพี่น้องประชาชน และบอกว่าสถานการณ์ในขณะนั้นกำลังมีปัญหาในเรื่องของความไม่สงบ และขอเวลาพี่น้อง  ผมจำได้ว่าใช้คำว่า 3-4 วันที่จะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดความเรียบร้อย  วันนี้ผมขออนุญาตที่จะพูดคุยกับพี่น้องประชาชน  แบ่งเป็น 2 ช่วง  ช่วงแรกเพื่อที่จะลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วง 7 วันที่ผ่านมา จุดยืนแนวทางของรัฐบาลในการทำงานเป็นอย่างไร  และในช่วงที่ 2 จะพูดถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หลังจากนี้ไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำอย่างไร จะให้บ้านเมืองของเรา สังคมของเรา กลับคืนสู่ความสงบสุข และเกิดความสมัครสมานสามัคคีระหว่างพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

พี่น้องที่เคารพครับ สัปดาห์ที่แล้วในช่วงที่ผมพบกับพี่น้องนั้น คือว่าเป็นช่วงที่รัฐบาลต้องประกาศเลื่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน  และอาเซียนกับคู่เจรจาออกไป  เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมได้ขัดขวางและบุกเข้าไปในโรงแรมของที่ประชุมที่รัฐบาลไทยได้เตรียมจัดไว้  หลังจากนั้นครับ ผมได้เดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ และได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือว่า ส่วนหนึ่งก็มีการดำเนินการของผู้ชุมนุม  คงจะต้องใช้คำว่าเพียงส่วนหนึ่ง หรืออาจจะเรียกว่าส่วนน้อยก็ได้  ที่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของการชุมนุม  จากการที่เป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญโดยสงบปราศจากอาวุธ มาเป็นลักษณะที่เราได้เห็นตั้งแต่ก่อนที่มีการประชุมอาเซียนจะเริ่มขึ้น  ก็คือเมื่อสัปดาห์ก่อนที่มีการปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  และแยกต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร  รวมไปถึงว่าเมื่อรัฐบาลได้เข้าจับกุมแกนนำที่บุกรุกเข้าไป  และขัดขวางการประชุมอาเซียนก็มีการจัดการชุมนุมไปล้อมศาล  เพื่อที่จะกดดันให้มีการปล่อยตัวออกมา  

ลักษณะเช่นนี้ครับ อยากจะเรียนว่าความมุ่งหมายของคนกลุ่มหนึ่ง   ก็คือต้องการให้เกิดบางสิ่งบางอย่างใน 2 อย่าง  อย่างแรกคือต้องการให้เกิดสภาพของความโกลาหลทั่วไป  เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยนั้นไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ หรือบริหารราชการแผ่นดินได้อีกต่อไปแล้ว   หรือมิฉะนั้น ประการที่ 2 ก็คือว่า ต้องการที่จะยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรงจากภาครัฐ  ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่ปัญหาระหว่างรัฐบาลกับมวลชน   ทั้ง 2 กรณีนี้ผมอยากจะเรียนว่า ส่วนตัวของผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของการที่จะมาดำเนินการอะไรกับรัฐบาลที่มีผมเป็นผู้นำ  แต่เป็นการดำเนินการซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวของรัฐบาลไทยหรือรัฐไทย  ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล  ความจริงลำพังการล้มการประชุมอาเซียนนั้น  ก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่น  ภาพลักษณ์ของประเทศ  ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น  คือไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เราก็ทราบอยู่แล้วว่าพี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ  และที่ห่วงใยกันมากที่สุดคือคนจะตกงาน คนจะเดือดร้อนไม่มีรายได้  แต่ว่าเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์เหล่านี้แล้ว จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ แก้ยากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ  หรือเรื่องอื่น ๆ 

ดังนั้น ผมอยากจะเรียนว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน ผมได้ตัดสินใจที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  ผมย้ำว่าความมุ่งหมายของการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง และการปฏิบัติการหลังจากนั้น  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเอาชนะคะคานในทางการเมือง  ผมยังยืนยันว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่มาร่วมชุมนุมนั้น  มาชุมนุมด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์  ด้วยความเชื่อว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  และข้อเรียกร้องหลายอย่างของผู้ชุมนุมนั้นก็เป็นข้อเรียกร้องที่มีเหตุมีผล  ซึ่งก็สมควรที่จะได้รับการพิจารณา  ซึ่งผมจะได้กล่าวในช่วงที่ 2 ต่อไป   แต่ว่าลักษณะของการชุมนุมในวันที่ 12 เป็นต้นมานั้น ไม่ได้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยครับ  อย่างที่ผมได้เรียนให้ทราบว่าก่อนการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง เราได้เห็นแนวโน้มของการพัฒนาลักษณะของการชุมนุม  ซึ่งเป็นในลักษณะของการก่อความวุ่นวาย  แทบจะเรียกได้ว่านำไปสู่การจลาจล ที่สำคัญคือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไป  ในแง่ของการที่ได้รับผลกระทบในเรื่องของการใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หรือได้อย่างสะดวก และการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลด้วย  เพราะว่าการข่มขู่ คุกคาม คนบางคน คนบางกลุ่ม  ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ได้เป็นไปตามหลักการของประชาธิปไตย   

ผมได้ไปที่กระทรวงมหาดไทย  เพื่อที่จะร่วมกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  รัฐมนตรีมหาดไทย  และท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านความมั่นคง เพื่อได้แถลงถึงเหตุผลที่จะต้องประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง  แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทยหลังจากนั้น  ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อยนะครับทราบ  ก็คือทันทีที่ผมได้แถลงข่าวเสร็จ  และลงมาเพื่อที่จะเดินทางกลับ  ปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งครับ ได้เข้าไปปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย  และบุกเข้าไปในพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทย   และผมอยู่ในรถนะครับ  ขึ้นรถแล้ว เห็นด้วยตาของตัวเอง ต้องใช้คำว่ามีความพยายามอย่างชัดเจนที่จะไล่ล่า ทำร้าย ถึงขั้นที่จะเอาชีวิตผม  มีการเข้ามา  กรูเข้ามาทุบตี  เพื่อหวังที่จะให้รถของผมนั้น ไม่อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ และขณะเดียวกันสำหรับรถคันอื่น ๆ หรือบุคคลอื่น  ๆ ในรัฐบาลนั้น  ก็ได้ถูกทำร้ายเช่นเดียวกัน   แทบจะเรียกได้ว่าหลายคนแทบจะเอาชีวิตมาไม่รอด  ผมเรียนว่าก็เป็นโชคดีของผมครับ  ที่หลังจากที่ถูกล้อมกรอบอยู่ประมาณ 15-20 นาที  รถสามารถที่จะออกมาจากกระทรวงได้  จึงไม่ได้ถูกทำร้าย  แต่ว่ามีบุคคลสำคัญหลายคนที่ติดอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย  และต้องหลบซ่อนอยู่  และสามารถออกมาได้หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านไปประมาณ 4-5 ชั่วโมง  สิ่งที่ผมได้สัมผัสตรงนั้นเป็นการยืนยันชัดเจนถึงการชุมนุมที่ไม่ได้เป็นไปโดยความสงบ  ไม่ได้เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญอีกต่อไป  และลักษณะของความรุนแรงนี้ได้ขยายผลมาสู่การปิดแยกการจราจรต่าง ๆ   ผมไม่ทราบนะครับ  แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เคยไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางนี้  แต่ว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีแกนนำและผู้นำการชุมนุมอีกจำนวนมาก  ซึ่งได้ประกาศชัดแจ้งว่าต้องการที่จะให้การชุมนุมยกระดับขึ้นมา และมีการสนับสนุน สั่งการให้มีการปฏิบัติการในลักษณะนี้  รวมไปถึงการแสดงออกถึงความพึงพอใจที่ประเทศไทยไม่สามารถจัดการประชุมอาเซียนได้  

ดังนั้น เมื่อมีการประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินร้ายแรงนั้น ได้มีการประชุมฝ่ายความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง  วางแนวทางที่จะแก้ไขปัญหานี้ นโยบายที่ผมได้มอบไปคือว่า เราต้องการให้บ้านเมืองกลับมามีความสงบเรียบร้อย  ปกครองด้วยกฎหมายโดยเร็วที่สุด  และขณะเดียวกันก็ได้กำชับว่าการปฏิบัติการใด ๆ นั้น  ต้องระมัดระวัง และอดทน อดกลั้น ให้มากที่สุด  หลีกเลี่ยงการใช้กำลังกับพี่น้องประชาชน  เพราะรู้ว่ามีผู้ชุมนุมหรือผู้นำการชุมนุมประสงค์ที่จะให้เกิดภาวะเช่นนั้น เพื่อสร้างเงื่อนไขในการสร้างความขัดแย้งในสังคมบ้านเมืองและประเทศชาติของเราต่อไป  เพราะฉะนั้น กองกำลังต่าง ๆ จึงได้รับนโยบายนี้อย่างชัดแจ้ง  ตัวอย่างก็คือว่ากรณีของทหารนั้น มีการพูดกันชัดเจนครับว่า ถ้ามีการใช้ปืน ใช้กระสุนจริงนั้น  จะต้องเป็นกรณีของการยิงขึ้นฟ้า หรือกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการป้องกันตนเองเท่านั้น  ซึ่งขอยืนยันครับว่า แนวทางของการปฏิบัติการหลังจากนั้นมา ได้ยึดตามแนวทางนี้มาโดยตลอด 

ผมเรียนว่าในคืนของวันที่ 12 มีการนำกำลังต่าง ๆ เข้ามาเพื่อที่จะรับกับสถานการณ์ของการจลาจล หรือความไม่สงบเรียบร้อยในจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร และในเช้าตรู่ของวันที่ 13 จึงได้มีการดำเนินการในการที่จะเปิดทางการคมนาคม การจราจรบริเวณดินแดง  ซึ่งเป็นจุดแรกที่เราจำเป็นที่จะต้องนำคืนสู่ความสงบเรียบร้อย หรือความปกติ  การทำงานตรงนั้นเสร็จประมาณเจ็ดโมงเช้า เป็นการทำงานซึ่งมีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศร่วมอยู่ด้วย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่ง 4 นายที่ถูกกระสุนนั้นเป็นทหาร ส่วนประชาชนอีก 2 ราย ที่ถูกกระสุนเช่นเดียวกันนั้น ได้มีการพิสูจน์ต่อมาว่าเป็นกระสุนที่ไม่ได้ออกมาจากอาวุธสงคราม หรืออาวุธที่ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ใช้  ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะว่ามีความพยายามที่จะบอกว่ามีบางคนเสียชีวิตแล้ว มีการดำเนินการในลักษณะของการใช้ความรุนแรงปกปิด  ซึ่งทุกข้อร้องเรียน ทุกข้อมูลที่มีการออกมาว่า ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือภาพอื่น ๆ นั้น  ผมได้ให้ทางเจ้าหน้าที่นั้นได้พิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด และชี้แจงพี่น้องประชาชนมาโดยลำดับตลอดระยะเวลาสัปดาห์ที่ผ่านมา 

เมื่อเหตุการณ์ตรงนั้นผ่านพ้นไป ก็เกิดเหตุการณ์อีกหลายจุดตลอดระยะเวลาของวันที่ 13 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการนำรถแก๊สออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้นที่บริเวณชุมชนแถวดินแดงนั้น ก็เป็นสภาพซึ่งพี่น้องประชาชนในพื้นที่มีความหวาดกลัวว่าถ้ารถแก๊สระเบิดขึ้นมานั้น จะเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ลักษณะเช่นนี้ครับเป็นลักษณะที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติโดยระมัดระวัง  ซึ่งตลอดระยะเวลาของวันที่ 13 ที่ได้มีการนำเอารถแก๊สออกมาหลายจุดก็ดี  ที่ได้มีการเข้าไปในชุมชนบางชุมชน และเกิดการปะทะกันก็ดี  ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในเพชรบุรีซอย 5 ซอย 7  ซึ่งมีพี่น้องชาวไทยมุสลิมอยู่จำนวนมาก  ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในบริเวณนางเลิ้ง  ปัญหาเหล่านี้ครับได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องค่อย ๆ คลี่คลายสถานการณ์ไป  จนกระทั่งกล่าวได้ว่าพอถึงดึกของวันที่ 13 นั้น  พี่น้องประชาชนที่อยู่ในบริเวณต่าง ๆ จะเห็นได้ชัดว่าได้นำความสงบ ความเรียบร้อย กลับคืนสู่พื้นที่เหล่านั้น และมีความปกติ  ส่วนผู้ปฏิบัติทั้งหลายนั้นได้ถอยไปรวมอยู่รอบ ๆ ทำเนียบรัฐบาล  ซึ่งเป็นจุดชุมนุมที่ใช้มาตั้งแต่ต้น  

ผมเรียนว่าเหตุการณ์ที่น่าเสียใจคือว่ามีพี่น้องประชาชนในชุมชนนางเลิ้งเสียชีวิต 2ราย ซึ่งเกิดจากการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทางพี่น้องประชาชนในพื้นที่  ทางเจ้าหน้าที่นั้นไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ทันเหตุการณ์  เมื่อเราได้รับแจ้งได้พยายามส่งเจ้าหน้าที่เข้าไป เพื่อคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็ว  แต่ว่าก็เป็นที่น่าเสียใจว่าไม่ทันการ  เพราะฉะนั้น ตลอดทั้งวันนั้นความสูญเสียที่เกิดขึ้นที่มีการรายงานเข้ามา คือการเสียชีวิตของพี่น้องประชาชน 2 รายนี้  กับผู้ได้รับบาดเจ็บร้อยกว่าราย   ซึ่งมีทั้งทหารและมีทั้งพี่น้องประชาชนทั่วไป  ซึ่งผมก็ขอแสดงความเสียใจกับทุกท่านและครอบครัวมา ณ ที่นี้ด้วย  

ผมเรียนครับว่าหลังจากนั้นครับได้มีการประเมินกันว่าเหลือผู้ชุมนุมอยู่รอบทำเนียบรัฐบาลประมาณ 2,000-4,000 คน  มีการประชุมปรึกษาหารือกันครับ  และได้ตัดสินใจกันว่า ทางเจ้าหน้าที่นั้นจะไม่เข้าไปสลายการชุมนุม เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดการปะทะและนำมาสู่ความสูญเสีย  แต่จะใช้วิธีการที่จะนำกำลังต่าง ๆ เข้ามาเสริม และขอร้องให้ประชาชนที่อยากจะกลับบ้าน หรือไม่ประสงค์จะร่วมชุมนุมต่อไปกลับบ้าน  เพื่อที่จะให้บ้านเมืองของเรากลับคืนสู่ความสงบสุข  แนวทางอันนี้เป็นแนวทางซึ่งบ่งบอกชัดเจนครับว่า ผมและรัฐบาลรวมทั้งเจ้าหน้าที่นั้นไม่ประสงค์ที่จะใช้ความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้นกับพี่น้องประชาชน  ไม่ได้มองว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเรื่องของการปราบปรามครับ  แต่เป็นเรื่องของการนำเอาความสงบสุข และการบังคับใช้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมาสู่ประเทศชาติ บ้านเมือง สังคม และเมืองหลวงของเรา  พอเช้าวันที่ 14 ครับ หลังจากที่ได้ใช้แนวทางนี้  ทางแกนนำผู้ชุมนุมได้มีการประสานมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้มีการยุติการชุมนุมไป  ผมเรียนครับว่าเมื่อมีการยุติการชุมนุมไปแล้ว  ก็มีการจับกุมเฉพาะแกนนำนะครับ  เพราะถือว่าบุคคลเหล่านี้ได้มีส่วนในการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ความปั่นป่วนขึ้นในบ้านเมือง  ซึ่งไม่ใช่เป็นไปตามสิทธิเสรีภาพที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  ส่วนพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปที่มาชุมนุมนั้น  แม้ว่าจะได้ทำผิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น  แต่เราก็ไม่ได้จับกุมครับ  เพราะเรายังเชื่อว่าคนส่วนมากมาด้วยความต้องการที่จะแสดงออกตามวิถีทางของประชาธิปไตย  

หลังจากนั้นมา แม้ว่าจะมีความพยายามของการรวมกลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นมาใหม่  ไม่ว่าจะเป็นในบริเวณแยกวังแดงไปจนถึงเรื่องของสนามหลวงนั้น  ทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการในการที่จะเข้าไปพูดคุย เพื่อขอร้องว่าขอให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุขเสียก่อน ไม่ได้มีการจับกุมอะไรเพิ่มเติม  ตรงนี้เพื่อที่จะเป็นการยืนยันจุดยืนแนวทางนโยบายรัฐบาลครับว่า  เราเคารพสิทธิเสรีภาพที่ใช้ในวิถีทางประชาธิปไตย  เช่นเดียวกันครับในแง่ของสื่อต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์บางช่อง ตราบเท่าที่การทำงานนั้นเป็นเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ ติชมโดยสุจริต  แม้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้น  รัฐบาลก็ให้สิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด เหมือนกับการชุมนุมตลอดระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา  แต่ว่าถ้ามีสถานีไหนได้มีส่วนในการปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบ ก็จำเป็นที่จะต้องระงับการดำเนินการของสถานีเหล่านั้นไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ปัญหาต่าง ๆ ลุกลามไป  ผมเรียนกับพี่น้องประชาชนครับว่า เราจะเห็นได้ว่ายังมีความพยายามที่จะให้ข่าวที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่  ซึ่งรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ได้พยายามชี้แจงด้วยเหตุด้วยผลตามข้อเท็จจริงไป  แต่ว่าความพยายามเหล่านี้ก็ยังไม่หมดไป  บางเรื่องก็เอาเรื่องอื่น ๆ เข้ามาโยง เช่น  เมื่อมีการพบศพ 2 ศพที่ลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา  ก็มีความพยายามที่จะบอกว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของการชุมนุม  แต่ปรากฏชัดเจนครับจากการสืบสวนสอบสวนว่า บุคคลทั้งสองที่เสียชีวิตนั้นหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการต่าง ๆ ในการสลายหรือเปิดการสัญจรคมนาคมไปแล้ว  ยังมีชีวิตอยู่ครับ  จนถึงเลยเที่ยงคืนก็คือเข้าสู่วันที่ 14 ไปแล้ว  และที่สำคัญคือว่าบุคคลที่อยู่กับคนทั้งสองครั้งสุดท้าย  ยืนยันว่าคนทั้งสองไม่ได้บอกว่าจะไปชุมนุมแต่ประการใด  

เพราะฉะนั้น ผมเรียนพี่น้องประชาชนนะครับว่าปฏิบัติการทั้งหมดนั้นได้พยายามทำโดยความอดทนอดกลั้น และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงอย่างถึงที่สุด  และจนถึงขณะนี้ก็ไม่มีใครที่ยืนยันว่ามีการเสียชีวิตของพี่น้องประชาชนจากการทำงานของเจ้าหน้าที่  อย่างไรก็ตามครับ ผมเปิดใจกว้าง ใครที่คิดว่ามีข้อมูลที่ยังคิดว่ามีปัญหาในเรื่องนี้  เราพร้อมที่จะรับฟัง พร้อมที่จะตรวจสอบ และพร้อมที่จะชี้แจงอย่างโปร่งใสต่อไป  ผมย้ำอีกครั้งว่าตลอดเวลาของการปฏิบัติการนั้น  ทุกอย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใส  มีสื่อทั้งในและต่างประเทศอยู่ร่วมในเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย  หลังจากนั้นครับ ผมเรียนได้ว่าในส่วนของการดำเนินการของภาครัฐนั้น ได้อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดในการที่จะเฝ้าระวังดูแลไม่ให้เกิดปัญหาที่จะแทรกซ้อนเข้ามา  ได้มีการประกาศในช่วงวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ให้เป็นวันหยุดราชการ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของทางเจ้าหน้าที่ต่อเนื่องมาจนถึงวันเสาร์ อาทิตย์นี้  ผมได้มีการชี้แจงเรื่องราวต่าง ๆ ต่อสื่อต่างประเทศ  ทั้งในช่วงระหว่างเหตุการณ์  ได้ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนผ่านเครือข่ายของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ เป็นระยะ ๆ ได้มีการเชิญทูตานุทูตมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ  และขณะเดียวกันครับได้มีการเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นพิเศษเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  รวมไปถึงการปรึกษาหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล  เกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินการต่อไป  ซึ่งอีกสักครู่นะครับจะได้มีการเล่าให้ฟังถึงแนวทางต่าง ๆ ที่คณะรัฐมนตรีและพรรครัฐบาลได้มีการปรึกษาหารือกัน     

แต่อยากจะย้ำก่อนที่จะได้พักในช่วงนี้ครับว่า ผมพูดตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มสงบลงว่า ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดชนะ  ฝ่ายใดแพ้  แต่เป็นเรื่องที่เราต้องการที่จะให้บ้านเมืองนั้นกลับมาสู่ความสงบสุข  เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคน  ให้รัฐบาลสามารถทำงานต่อได้  ผมทราบดีว่าในการปฏิบัติการอย่างนี้  ย่อมจะก่อให้เกิดอารมณ์ บางครั้งก็เป็นความเกลียดชัง  บางครั้งก็เป็นความหงุดหงิด  บางครั้งก็เป็นความอึดอัด  ผมเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นครับ  และผมได้เรียนว่า หลายคนก็สอบถามผมว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับผมนั้น ผมรู้สึกอย่างไร  ผมได้ตอบไปครับว่า  ผมก็เป็นคน ๆ หนึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดา ความรู้สึกก็ต้องมีครับ  ใครที่ผ่านเหตุการณ์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างผม  ผมเชื่อว่าก็ต้องมีความรู้สึก  แต่สิ่งที่ผมใช้ในการทำหน้าที่ของผมก็คือว่า ผมต้องแยกและถอดความรู้สึกส่วนตัวทั้งหลายออกไป  และสวมหมวกเพียงแค่การดำรงตำแหน่งและการมีหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้  ผมได้ทำอย่างนี้ และผมอยากจะเรียนว่า ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ว่าท่านจะมีความคิดอ่านทางการเมือง หรืออยู่ฝ่ายใดสามารถทำได้อย่างนี้  นั่นแหละครับจะเป็นหนทางที่เรานำความสงบสุขกลับคืนมาสู่บ้านเมืองได้อย่างแท้จริง  อีกสักครู่ครับ  ผมจะได้มาพูดถึงแนวทางการทำงานต่อไป  รวมทั้งสถานการณ์ที่เป็นสถานการณ์ล่าสุดในปัจจุบัน  เพื่อที่จะได้มาแบ่งปันความคิด ประสบการณ์กับพี่น้องประชาชน เพื่อที่จะขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนด้วยว่า  เราจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างไรครับ 

ช่วงที 2

พี่น้องที่เคารพครับ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานะครับ ผมก็ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมีวาระสำคัญก็คือในเรื่องของการที่จะมาติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ยังคงมีอยู่ ขอเรียนว่าสิ่งแรกก็คือว่าทางรัฐบาลได้มีมติในเรื่องของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเจ้าหน้าที่ หรือไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพี่น้องประชาชน โดยได้ยึดถือหลักเกณฑ์ของการเยียวยา และกลไกที่จะมาทำงานในการอำนวยการเยียวยาให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เหมือนกับที่คณะรัฐมนตรีเมื่อปีที่แล้วได้มีมติไว้หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ขึ้น เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนนะครับว่า ถ้าพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบใด ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น รัฐบาลได้มีมติและพร้อมที่จะช่วยเหลือดูแลท่านต่อไป

เตรียมฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ

นอกจากนั้นครับ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับเรื่องของการท่องเที่ยว ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก เพราะว่าตรงนี้จะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป ขอเรียนครับว่ารัฐบาลนี้จะถือการฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ และที่สำคัญก็คือว่ามาตรการต่าง ๆ ที่จะต้องเสริมเติมเข้าไปนั้นก็จะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่จะถึงนี้ เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็ว

ผมเรียนครับว่าผมทราบดีว่าการคงการประกาศใช้พระราชกำหนดฯ ไว้ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อเรื่องของความเข้าใจของต่างประเทศอยู่บ้าง แต่ว่าผมได้ปรึกษาหารือกับทางผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผู้นำทางด้านธุรกิจทุกภาค รวมไปถึงภาคการท่องเที่ยว ได้อธิบายให้เกิดความเข้าใจว่า เรายังมีความจำเป็นต้องคงพระราชกำหนดไปอีกระยะหนึ่งเพราะอะไร ซึ่งบุคคลเหล่านั้นได้รับทราบเหตุผลและความจำเป็นต่าง ๆ แล้ว แล้วก็ได้บอกกับทางผมและรัฐบาลว่า เขาเข้าใจ และรู้ดีว่าเราต้องสร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนจริง ๆ ไม่ใช่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้วก็ในที่สุด สถานการณ์ต่าง ๆ ย้อนกลับมา ซึ่งก็จะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยวหรือภาพลักษณ์ของประเทศนั้น คงเกินกว่าที่จะแก้ไขได้

ดังนั้น นอกเหนือจากการมีมติในเรื่องการเยียวยา ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวนี้ครับ สิ่งที่เราได้เริ่มพูดคุยกันก็คือ ทำอย่างไรเราจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ต่าง ๆ ย้อนกลับมา เฉพาะหน้าก่อนครับ ผมขอเรียนครับว่าผมขอเรียกร้องทุกฝ่ายครับให้อยู่ในความสงบ และให้ความมั่นใจว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ จะไม่มีเรื่องของการไปไล่ล่า หรือในการที่จะไปรุกคืบในเรื่องของการเอาชนะคะคานในทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น พี่น้องประชาชนที่เคยมาชุมนุมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลครับ ผมได้ย้ำแล้ว หากท่านมาชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ผมจะฟังท่านต่อไป ผมจะฟังข้อเรียกร้องของท่านต่อไป และเดี๋ยวจะเรียนให้ทราบว่า เรากำลังคิดอ่านที่จะทำอะไรอยู่ เพื่อตอบสนองสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นข้อเรียกร้องที่มีเหตุมีผล แต่ใครก็ตามที่ยังมีความพยายามที่จะสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง ข่มขู่คุกคาม พูดถึงการปฏิบัติการจากบนดินไปเป็นใต้ดิน ตรงนี้ครับ ผมขอเรียกร้องทุกฝ่ายครับว่าเราต้องบอกคนเหล่านี้ว่าเขากำลังทำร้ายประเทศชาติ เขากำลังทำร้ายประชาธิปไตย กำลังนำประชาธิปไตยกลับไปสู่ความเสี่ยงถ้าทำเช่นนั้น ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย แล้วจะเดินหน้าต่อไปได้

คณะรัฐมนตรีเองก็ได้มีการพิจารณาด้วยครับว่า วันข้างหน้าเราคงจะต้องมีแนวทางในการที่จะป้องกันไม่ให้การชุมนุมซึ่งเป็นการชุมนุมตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ การใช้สิทธิเสรีภาพตามปกตินั้น เข้าไปผสมปนเปและกลายเป็นเรื่องของการก่อการจลาจลไปได้ ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบาก เพราะฉะนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ก็เคยมีการเสนอในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมในที่สาธารณะ เราก็เห็นชอบในหลักการว่า เอากฎหมายนั้นมา แต่ต้องไม่ใช่เป็นในลักษณะของการที่จะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่าต้องเป็นเครื่องมือที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ก็ยิ่งดี อันนี้ก็เป็นในเรื่องของการที่จะมาแก้ในส่วนของการชุมนุม ซึ่งหลายคนก็อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องของปลายเหตุ

อย่างไรก็ตามครับ ผมได้เรียนว่าเรื่องของการที่จะแก้ปลายเหตุตรงนี้ยังต้องทำต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง และโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุแทรกซ้อนก็คือว่า เกิดความพยายามที่จะลอบสังหารแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ทำให้หลายฝ่ายมีความห่วงใย และหลายฝ่ายเกิดมีความรู้สึกขึ้นมา ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายได้ เช่นเดียวกันครับ ผมขอให้ความมั่นใจว่าคดีนี้จะได้รับการสะสางอย่างตรงไปตรงมาโดยเร็วที่สุด และขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางด้านพันธมิตรนั้น ตั้งอยู่ในความสงบครับ อย่าได้นำเรื่องนี้ไปเป็นปัญหาที่จะขัดแย้งบานปลายรุนแรง ซึ่งก็จะเป็นไปในทางซึ่งย้อนกลับไปสู่ความพยายามที่จะเป็นความเสี่ยงต่อประชาธิปไตย แล้วก็จะนำไปสู่ความโกลาหล ซึ่งจะกระทบกับสิ่งที่ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนปรารถนาจะเห็น นั่นก็คือความสงบสุขและความปกติสุข เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้

สำหรับการเดินหน้าต่อไปของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาที่เป็นความในใจของผู้ชุมนุมที่เห็นว่าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น แล้วออกมาเรียกร้องนั้น ผมขอเรียนครับว่า ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ครับ ผมก็ยังเป็นผมเหมือนเดิม ใช้โทรศัพท์เบอร์เดิมครับ และผมทราบว่ามีพี่น้องประชาชนที่อยู่ในที่ชุมนุมหลายคนก็โทรมา บางคนก็พูดจาด้วยเหตุด้วยผล บางคนก็ด้วยอารมณ์ ก็อาจจะด่าทอด้วยถ้อยคำต่าง ๆ แต่ว่าผมเรียนครับว่า ผมรับโทรศัพท์เหล่านั้นเพื่อรับฟังจริง ๆ และขอเรียนว่าบางเรื่องผมขอย้ำครับ อาจจะเกิดจากความเข้าใจผิด เช่น ยังมีความเชื่อในเรื่องของการที่ผมหรือเจ้าหน้าที่ทหาร ไปจงใจที่จะทำร้ายปราบปรามประชาชน ซึ่งผมได้ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น และถ้ามีข้อมูลอย่างไรมาขอให้แจ้งมา เราติดตามตรวจสอบให้ทุกกรณี แต่ว่าข้อเรียกร้องที่สำคัญที่ผมจับได้จะมีดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก มีพี่น้องจำนวนมากที่เห็นว่ากติกาทางการเมืองในปัจจุบันไม่เป็นธรรม สืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร สืบเนื่องมาจากบทบัญญัติในบางมาตราของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผมเรียนครับว่าที่จริงข้อเรียกร้องนี้เป็นข้อเรียกร้องที่ผมให้ความสำคัญมาโดยตลอด ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์นี้ครับ ผมก็ได้พยายามริเริ่มกระบวนการของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขกฎหมายหรือการปฏิรูปทางการเมือง เพียงแต่ผมเห็นว่ามีประชาชนอีกจำนวนมาก ซึ่งไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ และเคยได้มีการออกมาชุมนุมเรียกร้องเมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่ต้องการให้สถานการณ์ย้อนกลับไปเหมือนปีที่แล้ว ผมจึงได้เสนอให้เอาสถาบันหรือคนกลางเข้ามาดำเนินการ แต่ว่ายังไม่ได้รับการขานรับจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งอาจจะมีความระแวงว่า บุคคลหรือสถาบันที่เข้ามานั้นมีความเป็นกลางจริงหรือไม่

วันนี้ครับ ผม คณะรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาล ก็จึงได้ตั้งหลักกันใหม่ว่าจะให้ทุกพรรคการเมืองลองไปสรุปสิครับว่า ปัญหาที่เป็นความไม่เป็นธรรมในบทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ หรือความไม่เป็นประชาธิปไตยนี้มีประเด็นใดบ้าง ให้รวบรวมมาภายใน 2 สัปดาห์ แล้วเราก็จะมาดูครับว่ามีกี่ประเด็น และจะดำเนินการได้ฉันทามติจากสังคม เพื่อให้แก้ไขตรงนี้ได้อย่างไร และพร้อมที่จะเดินหน้าแก้ไข เพราะฉะนั้น ประการแรก พี่น้องประชาชนท่านใดที่ออกมาชุมนุม ที่ยังเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่ ผมย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลพร้อมที่จะตอบสนองตรงนี้ โดยการระดมความคิดเห็นขณะนี้ของพรรคการเมือง และจะเปิดกว้างต่อไปเพื่อที่จะทำเรื่องนี้ครับ และผมเชื่อว่าไม่ใช้เวลามากจนเกินไป ขอให้เราได้ใช้วิธีการของความสงบ ใช้กระบวนการตามกฎหมาย ใช้เหตุใช้ผล ใช้วิธีการของพูดคุย เพื่อนำไปสู่เป้าหมายนี้ ตรงนี้ก็จะได้เป็นการตอบสนอง หรือตอบโจทย์ที่อาจจะเป็นที่มาของการชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมืองได้

ผมเรียนด้วยครับว่า แม้แต่ในประเด็นที่มีการพูดถึงว่าความผิดทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม สมควรที่จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ ตรงนี้ผมก็เปิดใจกว้างพร้อมที่จะรับฟัง แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่าเราต้องแยกความผิดทางการเมืองออกจากความผิดทางอาญา ความผิดทางอาญาก็เช่น การจลาจล การยุยงปลุกปั่นที่อยู่นอกเหนือจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการกระทำผิดอื่น ๆ เช่นการใช้อำนาจรัฐไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น เหล่านี้ต้องแยกออกมาครับ และไม่ควรมารวมกัน เพราะว่าในส่วนหลังนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด

ประเด็นที่สองครับ ผมทราบดีว่าขณะนี้พี่น้องประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล อาจจะเข้าใจว่ามีการไปปิดสถานีวิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง เพราะสถานีเหล่านั้นไม่เป็นมิตรกับรัฐบาล ผมเรียนว่าไม่ใช่ครับ ผมย้ำอีกครั้งครับว่าเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การใช้สื่อแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ติชมโดยสุจริตนั้นจะทำได้เต็มที่ แต่ที่ได้มีการปิดไปจะเป็นเฉพาะสถานีที่มีส่วนในการยุยุง ปลุกปั่น ปลุกระดม ให้พี่น้องประชาชนทำผิดกฎหมาย ซึ่งอย่างที่เรียนก็คือตรงนี้