ข่าว

 แรกนาขวัญ

แรกนาขวัญ

12 พ.ค. 2554

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม หรือวันพรุ่งนี้ จะเป็น วันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นวันสำคัญของประเทศไทย ที่มีคนส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพทำนา และเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวไปจำหน่ายมากที่สุดในโลกนี้อีกด้วย แต่ผู้ปลูกข้าวหรือชาวนาไทยส่วนใหญ่ ล้วนแต่มีฐ

 คำที่ใช้เรียกขานชาวนาไทยมานานแสนนานคือ “กระดูกสันหลังของชาติ” ซึ่งฟังอย่างไรก็ดูเป็นการยกย่อง เพราะหากกระดูกสันหลังต้องพิการลงไป ร่างกายคือประเทศไทยแห่งนี้ก็ไม่สามารถกระดิกได้แม้แต่น้อย เท่ากับว่าประเทศไทยต้องกลายเป็นอัมพาต หากขาดเสียซึ่งชาวนาทั้งหลายนั่นเอง  

 แต่ท้ายที่สุดก็มีคนกล่าวเย้ยหยันไยไพชาวนาไทยด้วยข้อเท็จจริงว่า เป็นได้เพียงแค่กระดูกสันหลังผุๆ ที่หลังโค้งงองุ้มไม่สามารถยืนยืดเหยียดหลังตรงได้ เพราะนโยบายที่เกี่ยวกับเรื่องข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย มีแต่เสียงบ่นของชาวนาเกี่ยวกับราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ในขณะที่ปุ๋ยและต้นทุนด้านอื่นๆ แพงลิบลิ่ว 

 แถมรัฐบาลยังไม่สามารถบริหารจัดการน้ำ ให้ชาวนาสามารถทำนาปลูกข้าวได้อย่างเป็นปกติวิสัย เพราะถ้าไม่ปล่อยให้น้ำไหลท่วมท้องนาแทนการท่วมเขตเมืองใหญ่ ก็ประกาศให้งดทำนาเพราะภัยแล้ง ด้วยเกรงว่าเมืองใหญ่จะไม่มีไฟฟ้าใช้ สลับกันไปอย่างนี้ทุกปีตลอดมาและไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลง

 พิธีแรกนาขวัญเป็นพิธีการที่ชาวนาไทยในอดีตใจจดใจจ่อรอคอย เพราะต้องการรู้ว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์เพียงพอต่อการทำนาหรือไม่ ข้าวในนาจะอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และที่สำคัญที่สุดคือข้าวเปลือกที่ใช้ประกอบในพระราชพิธีนั้น ชาวนาไทยถือว่าเป็นของมงคลอย่างยิ่งต่ออาชีพชาวนา

 ในอดีตเมื่อถึงวันพิธีแรกนาขวัญแต่ละปี ชาวนาจากภาคกลางจะมายึดพื้นที่บริเวณท้องสนามหลวง เพื่อกรูกันเข้าไปแย่งเก็บเมล็ดข้าวเปลือกที่ใช้ในพิธีเอาไปเป็นข้าวมงคล ได้ไปสิบเมล็ดยี่สิบเมล็ดก็จะเอาไปแบ่งกันที่บ้านนอก โดยใช้ข้าวเปลือกที่ได้จากพิธีแรกนาขวัญ ไปปนกับข้าวเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้สำหรับปลูก และส่วนหนึ่งเอาไปโปรยโรยใส่ยุ้งข้าว เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะมีข้าวเต็มยุ้งเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว

 หลังจากเสร็จพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว ทางราชการก็จะเอาข้าวเปลือกที่ใช้ในการประกอบพิธีการ ใส่ถุงแจกจ่ายไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  เพื่อให้แจกจ่ายแก่ราษฎรที่ไม่มีโอกาสได้เข้ามาชมและเก็บเมล็ดข้าวในพิธีด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ทราบว่ายังมีการทำเช่นที่บอกมาอยู่หรือไม่

 ชาวนาไทยนั้นน่าสงสารที่ต้องฝากชีวิตเอาไว้กับโชคชะตา มากกว่าที่จะได้อาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น ชาวนาในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย ทั้งที่มีหน่วยงานจำนวนมากที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรด้านการทำนา แต่หน่วยงานทั้งหลายที่มีอยู่ในปัจจุบัน แทนที่จะเป็นหน่วยสนับสนุนด้านวิชาการ เพื่อให้ชาวนาไทยได้ทำนาสมกับเป็นประเทศผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก   

 กลับคอยปรามหรือออกมาเตือนให้ชาวนาลดการทำนาลงไปบ้าง ด้วยเหตุผลอันมาจากภัยแล้งบ้าง หรือเพื่อหวังว่าการงดใช้พื้นที่ทำนาลงไป จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดโรคระบาดอันเกิดจากแมลงต่างๆ ไปได้บ้าง

 ชาวนาไทยทั้งหลายจึงเอ่ยปากถามด้วยเสียงอันแหบพร่ามาตลอดว่า ถ้าไม่ให้ชาวนาทำนาหรือให้เปลี่ยนไปปลูกพืชไร่อย่างอื่นแล้ว จะยังคงให้เรียกตนเองว่าเป็นชาวนาต่อไปอย่างนั้นหรือ ในเมื่อชาวนาไทยไม่สามารถพึ่งพาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานอื่นใดได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวนาไทย ยังคงต้องพึ่งพาบริการเสี่ยงทายของพระโคและพระยาแรกนาครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ