ข่าว

คนรู้ใจ...ส่งอีเมลข้อมูลลับสืบจับ"หนุ่มมะกัน"ฆ่าเอ็นจีโอ

คนรู้ใจ...ส่งอีเมลข้อมูลลับสืบจับ"หนุ่มมะกัน"ฆ่าเอ็นจีโอ

12 พ.ค. 2554

ปริศนาฆาตกรรมหนุ่มใหญ่ชาวอินเดีย "แจมเชด ชอว์" นักธุรกิจชาวอินเดียวัย 44 ปี และเป็น "เอ็นจีโอ" ของหน่วยงานหนึ่งในต่างประเทศ ที่เกิดขึ้นภายในห้องพักเลขที่ 3112 ชั้น 31 โรงแรมรอยัลเบญจา ซอยสุมขุมวิท 5 แขวงคลองเตยเหยือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 2

 การสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีนี้ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.สมชาย พัชรอินโต ผบก.น.5, พ.ต.อ.นันทชาติ ศุภมงคล รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบก.น.5, พ.ต.อ.มานพ น่วมลิวงศ์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.อ.นีรนาท ฉิมประสิทธิชัย ผกก.สส.น.5, พ.ต.อ.ชนิน วชิรปาณีกูล ผกก.สน.ลุมพินี, พ.ต.ท.สมบูรณ์ สุขศรีดาวเดือน สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. และทีมสืบสวนหลายชุด พยายามแสวงหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ ทั้งหยดเลือด 2 กรุ๊ป, รอยเท้าต้องสงสัย และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไอแพคของเหยื่อ ที่มีการติดต่อเข้าเว็บไซต์เว็บหนึ่ง มีการติดต่อเสนอซื้อบริการทางเพศระหว่างชายกับชาย อีกทั้งกล้องวงจรปิดของโรงแรมสามารถบันทึกภาพของชายต้องสงสัยสวมหมวกแก๊ปบังใบหน้า เดินออกจากห้องเกิดเหตุ

 ชุดสืบสวนพยายามแกะรอยคนร้ายจากเครื่องไอแพคของเหยื่ออย่างละเอียดจนพบเบาะแสต้นทางและปลายทางการสนทนาระหว่างชาวอินเดีย กับผู้ต้องสงสัยหลายคนที่อยู่ตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณถนนตรอกจันทร์ ถนนสาธุประดิษฐ์ และบริเวณแยกรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง แต่เมื่อเข้าตรวจสอบตามพื้นที่ต้องสงสัยต่างๆ กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ

 หนทางความหวังเหลือเพียงแสงริบหรี่ เมื่อต้องรอความหวังการตรวจสอบโทรศัพท์แบล็กเบอร์รี่ของชาวอินเดียที่คนร้ายนำติดตัวไปด้วย แต่ความยากลำบากของการตรวจสอบการสนทนาสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือแบล็กเบอร์รี่ ซึ่งเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่อยู่ที่ประเทศแคนาดา ทำให้ชุดสืบสวนต้องเปลี่ยนแผนและตัดสินใจครั้งสุดท้ายประสานงานไปยังเพื่อนสนิทที่รู้ใจของชาวอินเดีย ซึ่งพำนักอยู่ต่างประเทศ เพียงไม่นานข้อมูลถูกส่งกลับผ่านมายังอีเมลของชุดสืบสวน และถูกนำมาวิเคราะห์ข้อมูลของคนร้าย

 จนเมื่อตรวจสอบในทางลับพบว่า คนร้ายน่าจะเป็น "จัสติน จาเร็ด อีนอส" ชาวอเมริกัน อายุ 39 ปี พักอยู่ที่เกสต์เฮ้าส์ราคาถูก ย่านถนนข้าวสาร เขตบางลำพู กรุงเทพฯ จึงประสานงานไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อตรวจสอบประวัติของนายจัสติน พบว่าเคยต้องคดีลักทรัพย์หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552

 ชุดสืบสวนจึงออกติดตามหานายจัสตินจนพบและเชิญตัวมาสอบสวน โดยมีเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมฟังการสอบสวนซักถาม โดยนายจัสตินรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือฆ่าชาวอินเดียคนนี้จริง

 "ก่อนเกิดเหตุนายจัสตินอ้างว่ารู้จักชาวอินเดียผ่านเว็บไซต์ www.craigslist.com แล้วสนทนาโต้ตอบผ่านโทรศัพท์แบล็กเบอร์รี่หลายครั้ง จนกระทั่งเกิดเหตุชาวอินเดียนัดหมายให้ไปหาเสนอซื้อบริการทางเพศ นายจัสตินเดินทางออกจากถนนข้าวสาร โดยนั่งรถประจำทางมาลงที่สยามสแควร์ แล้วต่อรถไฟฟ้าไปยังโรงแรมที่เกิดเหตุ ส่วนที่ต้องฆ่าคู่ขาชาวอินเดีย เนื่องจากมีปากเสียงกัน และยังถูกทำร้ายร่างกายก่อน จึงยื้อแย่งมีดพับของชาวอินเดียมาจ้วงแทงจนเสียชีวิต" พล.ต.ต.รณศิลป์กล่าว

  พล.ต.ต.รณศิลป์ยังระบุอีกว่า ระหว่างที่คนร้ายกำลังออกจากโรงแรม แต่กางเกงที่สวมใส่มาเปื้อนเลือด จึงนำกางเกงของชาวอินเดียมาสวมใส่ และพบว่าภายในกางเกงมีกระเป๋าเงินของชาวอินเดีย มีเงินสด 600 ยูโร และเงินไทย 600 บาท เมื่อออกจากโรงแรมก็เดินเข้ามาที่โรงพยาบาลที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเพื่อทำแผล แล้วเดินมาที่สยามสแควร์เรียกรถแท็กซี่กลับที่พักย่านถนนข้าวสาร ซึ่งชุดสืบสวนตรวจสอบไปที่โรงพยาบาลดังกล่าวพบว่าในช่วงเย็นของวันเกิดเหตุ นายจัสตินเดินทางไปรักษาบาดแผลที่เกิดขึ้นบริเวณแขนซ้ายจริง เมื่อโรงพยาบาลตรวจสอบรูปถ่ายผู้ป่วยในวันที่เกิดเหตุ พบภาพนายจัสติน มาทำประวัติผู้ป่วยแต่ใช้ชื่อปลอม" พล.ต.ต.รณศิลป์ระบุ

 นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานที่มีน้ำหนักจากดีเอ็นเอและรอยฝ่าเท้าที่พบในห้องที่เกิดเหตุ โดยนายจัสตินยินยอมให้ตรวจสอบดีเอ็นเอและรอยฝาเท้า เพื่อเปรียบเทียบ ปรากฏว่าผลตรวจตรงกับพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ชุดสืบสวนประสานพนักงานสอบสวน เสนอผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายจับที่ 264/54 จับนายจัสตินในข้อหาฆ่าผู้อื่น!!