
สัญญาณอันตราย
การประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 18 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียปิดฉากลงอย่างน่าผิดหวัง หลังการเจรจาปัญหาข้อพิพาทตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน รับบทกาวใจไกล่เกลี่ยไม่ประสบความสำเร็จ
ผู้นำทั้งสองประเทศยังยึดมั่นในจุดยืนของตัวเอง โดยไทยยืนยันให้ทหารกัมพูชาถอนออกจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรเสียก่อนจึงจะยอมให้คณะผู้สังเกตการณ์ของอินโดนีเซียเข้าประจำพื้นที่
ขณะที่กัมพูชายังคงอ้างพื้นที่พิพาทเป็นของกัมพูชา จึงไม่ยอมถอนทหาร แถมยังแสดงทีท่าชัดเจนต้องการให้องค์กรระหว่างประเทศโดยเฉพาะสหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงควบคุมพื้นที่
ผมเชื่อโดยสุจริต ไม่มีอคติแอบแฝงว่า ความล้มเหลวในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณอันตรายว่า สงครามระหว่างสองประเทศคำรบใหม่กำลังจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้
พี่น้องที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศอย่าได้วางใจครับ ให้เตรียมตัวรับมือภัยสงครามกันไว้แต่เนิ่นๆ คาดการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่า แม่ทัพใหญ่ของกัมพูชา ในสมรภูมิกับไทยคำรบใหม่ คงหนีไม่พ้น “พลโทฮุน มาเนต” บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ “สมเด็จฮุน เซน” ซึ่งผู้เป็นพ่อหมายมั่นปั้นมือวางตัวเป็นทายาทสืบทอดอำนาจต่อ
สืบเสาะประวัติทหารหนุ่มผู้นี้แล้วปวดกระดองใจครับ เพราะ “ฮุน มาเนต” คือผลิตผลทางการทหารของโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ สหรัฐอเมริกา โควตาประเทศไทย ภายใต้การผลักดันของอดีตผู้นำและอดีตทหารใหญ่ของเรานี่เอง
ผมไม่รู้ว่าถึงเวลานี้ บรรดาอดีตผู้นำและอดีตทหารใหญ่ที่เคยอุปถัมภ์ค้ำชู ประเคนโควตาโรงเรียนเวสต์พอยต์ให้แก่ลูกชายผู้นำเขมร แทนที่จะส่งคนไทยไปร่ำเรียนตามสิทธิพึงมีพึงได้ จะรู้สึกรู้สมอะไรหรือไม่
ทุกครั้งที่ “ฮุน มาเนต” ใช้ความรู้ความสามารถในเชิงศึกที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนมาจากโรงเรียนเวสต์พอยต์ นำทหารเขมรสู้รบกับทหารไทย ซึ่งเป็นประเทศเจ้าของโควตา
ละอายแก่ใจกันบ้าง...มั้ย...ครับ?...ท่าน...ท่าน...ทั้งหลาย



