
ประวิตรสบช่องคุยเขมรแก้ปมชายแดน
"ประวิตร" สบช่องคุยเขมรแก้ปมชายแดน หวังถกทวิภาคีระหว่างประชุมรมว.กลาโหมอาเซียน หอการค้าเผยงดส่งน้ำมัน - วัสดุก่อสร้างเข้า เขมร สูญรายได้ 100 ล้านต่อเดือน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พ.ค.ที่กองทัพบก พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 – 20 พ.ค. 2554 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมปลัดกระทรวงกลาโหมและคณะนายทหาร จะเดินทางเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ครั้งที่ 5 ( ADMM 5) ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยเป็นการหารือร่วมกันของรมว.กลาโหมของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองทัศนะในประเด็นด้านความมั่นคงและการทหาร สร้างความมั่นคงในระดับภูมิภาค โดยมุ่งเน้นบทบาทของอาเซียนในการเข้าไปมีส่วนแก้ไขปัญหาร่วมกับนานาชาติในพื้นที่ต่างๆ อาทิ การส่งหมู่เรือเข้าร่วมปราบปรามโจรสลัดบริเวณอ่าวเอเดน ซึ่งในที่ประชุมฯ จะพิจารณาวาระสำคัญต่างๆ 4 เรื่อง คือ
1.แผนปฏิบัติการ 3 ปี ในกรอบ ADMM ระหว่าง 2554 – 2556 2.เอกสารแนวความคิดการจัดตั้งเครื่องข่ายศูนย์รักษาสันติภาพอาเซียน 3.เอกสารแนวความคิดว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ 4.ปฏิญญาร่วมของรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของอาเซียนในประชาคมโลกเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่
พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมไทยจะหารือทวิภาคีกับ 6 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในประเด็นสำคัญความสัมพันธ์และความร่วมมือทางทหาร , ความปลอดภัยในพื้นที่ตามแนวชายแดน รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นในสมาคมภูมิภาคอาเซียน , โครงการแลกเปลี่ยนทางทหารในทุกระดับระหว่างกัน , การฝึกอบรมและการฝึกศึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งในการหารือระดับทวิภาคีกับประเทศกัมพูชาอาจจะมีพูดคุยถึงปัญหาตามแนวชายแดน การสร้างความปลอดภัยบริเวณพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนกลับมามีชีวิตตามปกติ และมีการค้าขายตามแนวชายแดนเช่นเดิม โดยการพูดคุยครั้งนี้จะไม่มีการพูดคุยถึงการถอนทหารออกจากพื้นที่ และการให้ผู้สังเกตการณ์จากประเทศอินโดนีเซียเข้ามาในพื้นที่แต่อย่างใด ทั้งนี้ในกรอบการหารือ รมว.กลาโหม ย้ำชัดถึงนโยบายว่า ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ต้องให้มีการเจรจาเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยรุกรานใคร แต่ใครอย่ามารุกรานเราก่อน ซึ่งรมว.กลาโหม อยากให้ความสำคัญ กับทุกประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน
พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ผลจากการได้เข้าร่วมประชุมกับประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งการหารือทวิภาคีกับประเทศในกลุ่มอาเซียนนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคง เพิ่มบทบาทและขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ทหารของอาเซียนในด้านต่างๆและความร่วมมือระดับประชาคมอาเซียนนี้ นับเป็นแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือร่วมใจในภูมิภาคให้เข้มแข็งทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาคอื่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลที่ดีต่อสังคมและประโยชน์สุขของประชาชนโดยรวม
หอการค้าเผยงดส่งน้ำมันเข้าเขมรสูญ100ล้านต่อเดือน
จากกรณีที่กองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ขอความร่วมมือด่านพรมแดนที่อยู่ติดชายแดนไทย - กัมพูชางดส่งออกสินค้าประเภท น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และสินค้าที่เป็น ยุทธปัจจัย ให้กับประเทศกัมพูชาต่อเรื่องนี้ นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้า จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า โดยปกติตั้งแต่เกิดเหตุพิพาทชายแดนระหว่างไทย กับกัมพูชาสินค้าประเภทน้ำมัน และวัสดุก่อสร้าง เราไม่ได้ส่งออกมาหลายเดือนแล้ว เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงขอความร่วมมือมาซึ่งสินค้าหลักที่เราส่งออกไปกัมพูชาคือน้ำมันเฉลี่ยเดือนละ 60-70 ล้านบาท และวัสดุก่อสร้างเฉลี่ยเดือนละ 20 ล้านบาท เท่ากับว่าทำให้จังหวัดศรีสะเกษ สูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือนเป็นเวลากว่าครึ่งปีมาแล้ว ในส่วนของผู้ประกอบการรายย่อยที่ค้าขายอยู่ที่ช่องสะงำ ก็ยังค้าขายกันปกติโดยจะเปิดตลาดในวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์ แต่ก็ไม่คึกคักเท่าที่ควร
“รัฐบาลควรเร่งเจรจากับฝ่ายกัมพูชาให้ยุติปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะสูญเสียรายได้ เสียโอกาสในการขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา เพราะจากข้อมูลทราบว่าขณะนี้สินค้าจากจีน และเวียดนามกำลังทะลักเข้ามาแทนที่สินค้าจากฝั่งไทยเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ” ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าว



