ข่าว

กกต.แนะ"มาร์ค'หาเสียงหลังเลิกงาน

กกต.แนะ"มาร์ค'หาเสียงหลังเลิกงาน

11 พ.ค. 2554

นายกฯ เข้าหารือกกต.หาแนวทางปฏิบัติตนระหว่างที่มีพ.ร.ฎ.ยุบสภา ด้านกกต.แนะให้ปฏิบัติตามกม.หากจะหาเสียงก็ให้ดำเนินการนอกเวลาราชการหรือลากิจ

(11พ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ เข้าหารือกับกรรมการการเลือกตั้ง ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง และนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง โดยในการมาหารือในครั้งนี้มาในฐานะนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความชัดเจนในแนวทางปฏิบัติของนายกฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภา โดย นายกฯ กล่าวว่า ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดความสุจริต เที่ยงธรรม และต้องการให้ครม. ตระหนักว่าในช่วงการหาเสียงนั้น ควรปฏิบัติตนอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง ไม่กระทำการอันก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการร้องเรียนตามมาภายหลัง

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในช่วงเวลาราชการวันจันทร์-วันศุกร์ ข้าราชการการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหา เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมที่หน่วยงานของรัฐและเอกชน เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองไปร่วมเวทีกิจกรรมเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ กิจกรรมประเภทนี้ ตนในฐานะนายกฯ และมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคเมือง จะสามารถไปร่วมได้หรือไม่ รวมถึงหากรัฐมนตรีรู้สึกมีปัญหาไม่คล่องตัวในการใช้เวลาราชการ จึงมีการขอลากิจกับนายกฯ จึงเกิดเป็นคำถามว่าหากรัฐมนตรีขอลากิจทุกวันจะทำอย่างไร รวมทั้งกรณีที่รัฐมนตรีไม่ได้สังกัดพรรคตน และถ้าตนไม่อนุญาตจะทำให้เกิดข้อครหาหรือไม่ หรือหากว่าตนในฐานะนายกฯ จะลากิจได้หรือไม่ เนื่องจากตนต้องเป็นผู้อนุมัติ และถ้าตนอนุญาตให้ลากิจได้ทั้งหมดจะเหมาะสมหรือไม่

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้การปฏิบัติภารกิจในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ สามารถไปเปิดงาน มอบนโยบาย หรือมอบรางวัลต่างๆ ได้หรือไม่ รวมทั้งกรณีการเกิดภัยพิบัติสามารถลงพื้นที่โดยไม่แจกของได้หรือไม่ ซึ่งต้องการความชัดเจนว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร เนื่องจากตนอยากได้แนวทาง ความชัดเจนว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร นอกจากนี้ ในกรณีที่รัฐบาลตั้งกองทุนรับเงินบริจาคช่วยเหตุน้ำท่วม ที่มีรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการจะส่งผลให้เกิดปัญหาหรือไม่ และการถูกรับเชิญไปในงานรูปแบบดินเนอร์ทอล์ก หรือการประชุมนานาชาติ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีการใช้ทรัพยากรและบุคลากรของรัฐ อาทิ หน่วยรักษาความปลอดภัย ที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดูแลตนในฐานนะนายกฯ ตลอด 24 ชั่วโมง ตนพยายามแยกช่วงเวลาการปฏิบัติงานกับการหาเสียงเลือกตั้งออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงตำแหน่งไม่สามารถแยกออกจากตัวได้

 “เรียนตรงๆ ว่าตอนนี้ผมไม่กล้าที่จะรับงานอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นงานมอบนโยบาย หรือการไปร่วมงานแสดงวิสัยทัศน์ที่เป็นหน่วยงานอื่นจัดขึ้นและมีการเชิญหัวหน้าพรรคไปร่วมงาน เพราะผมกลัวว่าจะติดเรื่องเวลา หรือเรื่องรับของอะไรหรือไม่ รวมทั้งหากผมในฐานนะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ไปร่วมแสดงวิสัยทัศน์ หรือการจัดงานอื่นๆที่เป็นงานเฉพาะด้าน พรรคก็ไม่สามารถส่งรัฐมนตรีไปร่วมแสดงวิสัยทัศน์ได้ ผมจึงเห็นว่าตรงนี้ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบของพวกผม แต่เป็นข้อเสียเปรียบมากกว่า จึงอยากรบกวนสอบถามมายังกกต.” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิชาต ได้ตอบข้อหารือของนายกฯ ว่า ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ขณะนี้ นายกฯ ก็ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ การปฏิบัติหน้าที่อะไรที่เคยทำก็ทำได้ปกติ ไม่มีปัญหา แต่หากมุ่งไปในทางหาเสียงไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ตามปกติก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกร้องเรียน ส่วนการมอบรางวัล หรือเปิดงานต่างๆ ก็สามารถทำได้ในฐานะนายกฯ แต่ที่น่าเห็นใจคือเรื่องการรักษาความปลอดภัย แต่ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องดูแล และใช้ดุลพินิจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย ซึ่งทีมรักษาความปลอดภัยอาจใช้ทหารรับจ้างมาทำหน้าที่ตรงนี้แทนได้ นอกจากนี้ เรื่องรถยนต์กันกระสุนที่เป็นข้อสงสัยว่าจะยังสามารถนำมาใช้ได้หรือไม่นั้น ตนเห็นว่าควรจะใช้ในเวลาราชการเท่านั้น แต่หากนอกเวลาราชการก็ควรใช้รถยนต์อื่น และแยกเป็นค่าใช้จ่ายของพรรค ซึ่งคงไม่มีปัญหา

 นายอภิชาต กล่าวว่า การหาเสียงหรือการพูดนโยบายของพรรคควรเป็นเวลานอกราชการ หากใช้เวลาราชการคงมีผู้ร้องเรียนเข้ามาได้ ส่วนการลากิจของนายกฯ และรัฐมนตรี ก็ต้องเป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะจัดสรรกันระหว่างรัฐมนตรีว่าช่วงเวลาใดจะเหมาะสม ซึ่งในส่วนนี้ กกต. ไม่มีอำนาจไปออกระเบียบ หรือกำหนดอะไรได้ อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ หรือรัฐมนตรี ได้ลากิจก็สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้

 ด้านนายประพันธ์ กล่าวว่า ข้อหารือที่นายกฯ ส่งมาเป็นหนังสือตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกกต. และหลังจากพิจารณาแล้วเสร็จก็จะมีความชัดเจนว่าอะไรที่ทำได้ หรือทำไม่ได้ ส่วนผู้สมัครพรรคการเมืองอื่นๆ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามและส่งข้อหารือมาได้ กกต. พร้อมจะตอบทุกเรื่อง ทั้งนี้ เรื่องการทำงานของนายกฯ และครม. มีฐานะตามกฎหมายทุกอย่าง ยกเว้น มาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุว่า 1.ไม่กระทำการอันเป็นอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หรือหากแต่งตั้งก็สามารถทำได้ แต่ต้องแจ้งต่อกกต. 2.การอนุมัติงบประมาณสำรองฉุกเฉิน 3.งบประมาณผูกพันต่อครม.ชุดต่อไป และ 4.การใช้ทรัพยากรหรือบุคลากรของรัฐ ยกเว้นในกรณีที่เกิดเหตุภัยพิบัติสามารถทำได้ ทั้งนี้หากกฎหมายมีขึ้นเพื่อป้องกันการได้เปรียบ เสียเปรียบในการเลือกตั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุจพินิจของนายกฯ หากสิ่งใดที่ก้ำกึ่งก็ควรระมัดระวัง หรือหลีกเลี่ยง

 จากนั้นนายกฯ กล่าวขอบคุณ กกต. และระบุว่า จะกำหนดแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของครม. ที่หากจะไปร่วมงานมอบรางวัล ถ้าไม่มีอะไรที่ผูกพันมาก่อนหน้านี้ตนก็จะขอให้หลีกเลี่ยงไปก่อน และการไปตรวจราชการที่มีมวลชนก็ต้องหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการระดมคนมาร่วมกิจกรรม เพราะอาจเสี่ยง และถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจในการให้คุณ ให้โทษแก่ผู้สมัครได้ ส่วนเวลาราชการ หากรัฐมนตรีต้องการจะไปหาเสียงก็ขอให้ใช้สิทธิลากิจ ส่วนเรื่องทีมรักษาความปลอดภัยนั้น ตนยังคงต้องใช้ทีมชุดเดิม เนื่องจากมีการวางระบบรักษาความปลอดภัยไว้ 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่จะขอว่าให้ปฏิบัติเฉพาะในเวลาราชการเท่านั้น เพียงแต่เวลาหาเสียง ตนจะวางแนวทางว่าไม่ให้ทีมรักษาความปลอดภัยยุ่งเกี่ยวกับการหาเสียงอย่างเด็ดขาด เพราะหากจะใช้ทีมนอกราชการ คงทำไม่ได้ ซึ่งนายประพันธ์ ได้ฝากนายกฯ กำชับกับข้าราชการ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางตามมติครม. ปี 2543 และ 2551 ทั้งนี้ นายกฯ ก็รับปากและกล่าวว่าได้แจ้งในสำนักเลขาฯ ครม. ทำหนังสือเวียนแจ้งข้าราชการแล้ว นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้แจ้งกับกกต.ว่าได้ทูลเกล้าฯ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ แล้ว

 ด้านนางสดศรี กล่าวว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ซึ่งระบุชัดเจนว่า ช่วงที่มีพ.ร.ฎ.ยุบสภา นายกฯ และรัฐมนตรีสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตีความ และเป็นภาระของกกต. เช่นกัน เพราะการเมืองที่มีการแข่งขันกันสูง น่าเห็นใจนายกฯ และรัฐมนตรีในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งต้องลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย

 “นายกฯ คงไม่ต้องขออนุญาตกกต. ทุกเรื่อง เพียงแค่แจ้งต่อผู้จัดงาน แต่สิ่งใดที่เป็นการสุ่มเสี่ยงก็อยากให้ละเว้น หลีกเลี่ยง หรือเลื่อนออกไปก่อน เว้นแต่เป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ เช่น น้ำท่วม หรือเกิดภัยพิบัติ ในฐานะที่นายกฯ สวมหมวก 2 ใบ ก็ต้องประกาศให้ชัดเจนว่ามาในฐานะใดระหว่างนายกฯ หรือผู้สมัคร แต่คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีสื่อมวลชนที่ติดตามนายกฯ เป็นพยานอยู่แล้ว ” นางสดศรี กล่าว