
กฏเหล็กลต.ห้าม'ดารา'ลงส.ส.รับงาน
คลอดกฎเหล็กกกต.ห้ามนำสถาบันมาหาเสียงเลือกตั้งเตือนดารา-นักร้องลงสส.รับงานช่วงเลือกตั้งสุ่มเสี่ยงระวังผิดกฎหมายเลือกตั้ง "สดศรี"เคาะปฏิทินรับสมัครเลือกตั้ง เลือกล่วงหน้า 26 มิ.ย.รับสมัครปาร์ตี้ลิสต์ 19 - 23 พ.ค.
(10พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ได้มีการเผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการหาเสียง ข้อควรปฏิบัติ และข้อห้ามมิให้ปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการดำเนินการใด ๆ ของพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. 2554 ซึ่งให้มีผลบังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
โดยสาระสำคัญคือ ระเบียบข้อ 5 ที่ระบุว่าในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ควรปฏิบัติดังนี้ 1. มิบังควรนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อกับการหาเสียงเลือกตั้ง 2. จัดฝึกอบรมให้กับบุคคลผู้ช่วยหาเสียเลือกตั้ง โดยให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง 3. หลีกเลี่ยงการใช้วิชาชีพหรือประกอบอาชีพเกี่ยวกับรายการวิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง สื่อสารมวลชน สื่อโฆษณา เช่น นักแสดง นักร้อง นักดนตรี พิธีกร สื่อมวลชน เป็นต้น เพื่อเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งแก่ตนเอง ผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด ในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง 4. ดำเนินการหาเสียงโดยใช้ถ้อยคำสุภาพ
"สดศรี"เคาะปฏิทินรับสมัครเลือกล่วงหน้า26มิ.ย
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกต.ได้เห็นชอบให้มีการเปิดรับสมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในวันที่ 19 - 23 พ.ค. ที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น-ดินแดง และเปิดรับสมัครส.ส.แบบแบ่งเขตในวันที่ 24 - 28 พ.ค.นี้ ซึ่งในแต่ละจังหวัดโดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.เขต) จะเป็นผู้กำหนดสถานที่รับสมัคร และให้วันที่ 26 มิ.ย.เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งจะต้องมีการลงทะเบียนที่ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตและนอกเขตโดยจะต้องแจ้งไม่เกิน 30 วันนับแต่มีพ.ร.ฎ.ยุบสภา
นางสดศรี กล่าวอีกว่า กกต.ได้รับการประสานจากนางอัญชลี วานิช เทพบุตร เลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเข้าหารือกับกกต.ในเวลา 09.00 น. วันที่ 11 พ.ค.นี้ ถึงแนวทางปฏิบัติของนายกฯและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงที่มีพ.ร.ฎ.ยุบสภา
ซึ่งนายอภิสิทธิ์จะมาหารือในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยจะหารือถึงกรณีการใช้ทรัพยากรของรัฐ เช่นรถประจำตำแหน่ง รวมถึงการให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้รัฐมนตรีจะทำได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น ทั้งนี้หากพรรคการเมืองอื่นจะขอหารือกับกกต.ก็ขอให้ส่งเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรเข้ามาหารือกับทางกกต.
นางสดศรี กล่าวต่อว่า ส่วนการแต่งตั้งกกต.ประจำเขตและผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้งใน 375 เขตเลือกตั้งนั้นคาดว่ากกต.จะดำเนินการแต่งตั้งเสร็จสิ้นได้ภายในสัปดาห์นี้ ที่ใช้เวลาในการพิจารณานานเพราะจะต้องมีการพิจารณาคุณสมบัติรวมทั้งต้องดูความเหมาะสมของผู้ได้รับการแต่งตั้งด้วย และกรณีการแต่งตั้งกกต.ประจำจังหวัด 62 จังหวัดที่จะหมดวาระในวันที่ 9 ก.ค.ที่มีหลายฝ่ายกังวลว่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับนักการเมืองนั้น
ขณะนี้กกต.ได้สืบสวนสอบสวนเสาะหาความจริงต่างๆโดยจะมีกองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติจะตรวจสอบในเชิงลึกรวมทั้งประชาชนที่จะชี้เบาะแสว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกกต.จว.มายังกกต.กลางนั้นเป็นคนของนักการเมืองหรือไม่ และที่กกต.จว.ส่งรายชื่อมา 3 เท่า 15 คนให้กกต.พิจารณานั้นจะมีปัญหาหรือไม่ หากพบว่า 15 คนมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติทางกกต.กลางอาจจะใช้บัญชีนอกจากที่กกต.จว.คัดเลือกมาซึ่งกกต.จะพิจารณารายชื่ออื่นแทนเพื่อความเหมาะสม
นางสดศรี กล่าวว่า สำหรับกกต.จว.ทั้ง 62 จังหวัดที่จะหมดวาระในวันที่ 9 ก.ค.เป็นการหมดวาระหลังการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งก่อนชุดใหม่จะเข้ามานั้นก็จะต้องมีการพิจารณากันก่อนว่าจะให้กกต.จว.ชุดใหม่เข้ามาทำงานแทนทันทีหรือไม่ หรืออาจจะให้กกต.จว.ชุดเดิมรักษาการไปก่อน
เนื่องจากหากได้กกต.จว.ชุดใหม่เข้ามาทำงานแล้วก็จะต้องมีการอบรมเพื่อให้เข้าใจถึงการทำงานกกต. เพราะช่วงเลือกตั้งจะมีการสืบสวนสอบสวนที่เป็นเรื่องสำคัญและจะมีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ดังนั้นกกต.จว.จะต้องทำงานอย่างเต็มเวลา ทั้งนี้ยืนยันกกต.จะคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติความรู้ความสามารถมาเป็นกกต.จว.ให้เหมาะกับการทำงานของกกต.
เมื่อถามถึงวงเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้ นางสดศรี กล่าวว่า ทางด้านกิจการพรรคการเมือง ได้มีการเสนอเข้าที่ประชุมกกต.เพื่อให้กกต.ได้มีการสอบถามพรรคการเมือง โดยที่ผ่านมาได้มีการสอบถามพรรคการเมืองจำนวน 29 พรรคแล้ว
ซึ่งมีบางพรรคระบุว่าควรใช้จ่ายไม่เกินคนละ 3 ล้านบาท และบางพรรคเห็นควรให้กำหนดเท่าเดิมคือคนละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะใช้วงเงินค่าใช้จ่ายเลือกตั้งเท่าเดิมคือคนละ 1.5 ล้านบาทในแบบแบ่งเขต ส่วนแบบปาร์ตี้ลิสต์ให้เอาจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คูณ 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ในการเลือกตั้งครั้งก่อนมีผู้สมัครบางคนส่วนใหญ่ใช้จ่ายไม่ถึง 1.5 ล้านบาท ซึ่งไม่ทราบว่าส่งรายจ่ายมาตามจริงหรือไม่ โดยกกต.จะต้องตรวจสอบ
นางสดศรี กล่าวอีกว่า ส่วนการหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียก็ต้องคิดคำนวณรวมไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วย เช่น เฟซบุ๊ค ก็อาจจะคิดอัตราค่าใช้จ่ายในแบบรายเดือน ซึ่งจะประสานงานไปกับทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อตรวจสอบ อย่างไรก็ตามการหาเสียงในโซเชียลมีเดียต้องมีความระมัดระวังไม่ใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมือง หรือผู้สมัครหรือหลอกลวง
โดยจะต้องหาเสียงอยู่ในกรอบของกฎหมาย เพราะขณะนี้ได้มีการลงนามในพันธะสัญญาที่ทุกพรรคได้ตกลงว่าจะสร้างความสมานฉันท์ในการเลือกตั้ง ส่วนป้ายโฆษณาของกระทรวงทบวงกรมที่มีโลโก้ของพรรคการเมืองก็ต้องนำลงนับแต่มีพ.ร.ฎ.ยุบสภา แต่ในขณะนี้สามารถขึ้นป้ายหาเสียงของผู้สมัครและพรรคการเมืองโดยจะต้องอยู่ในขนาดป้ายหาเสียงตามที่กกต.กำหนดไว้
"การเลือกตั้งครั้งนี้ดิฉันคิดว่าจะมีการแข่งขันที่แรงไม่น่าจะเบา เพราะเป็นการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ น่าจะมีการแข่งขันที่สูง จึงอยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามกรอบกฎหมายเพื่อไม่ให้มีเรื่องร้องเรียนภายหลัง และไม่เห็นด้วยกับการใส่ร้ายป้ายสีกันจึงขอให้ทำตามกฎหมาย"นางสดศรี กล่าว
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการยุบสภาแล้วมั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า คิดว่าต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่รัฐบาลชุดหน้าจะอยู่ได้นานแค่ไหน ก็เป็นเรื่องของท่าน กกต.มีหน้าที่จัดเลือกตั้งให้ดีที่สุดส่วนใครจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพูดคุยกันในสภา



