
พ่อค้าไทย-เขมรไม่เชื่อมั่นสถานการณ์ชายแดน
ประชาชนไทยเขมรขาดความเชื่อมั่นผลการประชุมอาเซียน ตลาดนัดไทยเขมรช่องสะงำ พ่อค้าแม่ค้าทั้งไทย-เขมรมาค้าขายน้อยลง แรงงานเขมรเลือดรักชาติขึ้นหน้า เถียงสู้เพื่อนกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-เขมรไม่ได้ผูกคอดับ
เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 10 พ.ค.54 หลังจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 18 ซึ่งมีประเทศเป็นกลางพยายามให้เกิดการไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชา ให้มีการเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างกัน แต่ผลการเจรจาระดับผู้นำประเทศไทย กัมพูชา รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศยังไม่ลุข้อตกลงกรณีข้อพิพาท ส่งผลการค้าการท่องเที่ยวที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กลับมาซบเซาอีกครั้ง เพราะกลุ่มผู้ค้าไม่มั่นใจในสถานการณ์ จากที่ประชาชนเขมรนำรถยนต์ รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถเข็นขนสินค้าประเภทสินค้าป่า ข้ามพรมแดนประมาณวันละ 800-1,000 คน เหลือเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น
นางจันทร์ ดา ชาวเมืองอัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา กล่าวว่าไม่อยากให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ประชาชนธรรมดาที่ยังยากจนอยู่ และพ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อน ไม่มีรายได้จากการค้าขายทั้งไทยเขมร ดูข่าวการประชุมอาเซียนแล้วลุ้นให้มีการเจรจากันหาข้อยุติให้ได้ มิฉะนั้นคนชายแดนไทยเขมรเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
นายแย้ม พุ่มพฤกษา พ่อค้าขายมะพร้าว ชาวบ้านแซรไปร ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดปัญหามาประชาชนชาวเขมรมาน้อยมาก และยังมีข่าวลือว่าอาจมีการปิดจุดผ่านแดนอีก ประชาชนผู้ประกอบอาชีพที่สุจริตทั้งไทยเขมรเดือดร้อนมากด่านช่องสะงำอาจถึงขั้นร้างเลยก็เป็นได้ ซื้อสินค้าไม่รู้จะไปค้าขายกับใคร จะลงไปข้างล่างก็ไม่ได้ สินค้าที่ซื้อมาบางทีก็ไม่ได้ขาย บางที่ทางการปิดด่านอย่างกระทันหันไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ทำให้สินค้าเน่าเสียขาดทุนแทบหมดตัว
ยันชายแดนศรีสะเกษไม่มีการปะทะในช่วงนี้
พ.ต.ท.นพรัตน์ กองเมืองปัก ผบ.ร้อย ตชด.ที่ 224 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวว่า มีการปะทะกันระหว่าง ตชด.ไทยกับทหารกัมพูชาที่บริเวณช่องโดนโป ต.ห้วยจันทร์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เมื่อช่วงคืนวันที่ 8 พ.ค. 54 ที่ผ่านมานั้น เรื่องนี้ตนได้รับรายงานจาก ด.ต.อุกฤษณ์ ประกอบผล รอง ผบ.มว.ตชด.ที่ 2243 ที่ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบบริเวณช่องโดนโปชายแดนไทย - กัมพูชาแล้วเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 10 พ.ค. 54 แจ้งว่า ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 8 พ.ค. 54 ขณะที่ ด.ต.อุกฤษณ์กับกำลังเจ้าหน้าที่ ตชด.ลาดตระเวณในเขตพื้นที่ใกล้กับช่องโดนโป ซึ่งอยู่ห่างจากเขตแดนไทย - กัมพูชาประมาณ 5 กม.พบว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน แต่คาดว่าเป็นชาวต่างชาติ รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย ดังนั้น ผู้นำหมวด ตชด.2243 จึงได้ส่งสัญญาณเพื่อบอกให้ออกไป แต่ปรากฏว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่อยู่ในป่าทึบไม่ตอบกลับ ซึ่งเป็นการผิดสังเกต ด.ต.อุกฤษณ์ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ ตชด.ใช้อาวุธปืนประจำกาย เอ็ม 16 ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเป็นการเตือนจำนวน 8 นัด ปรากฏว่า เสียงปืนที่เจ้าหน้าที่ ตชด.ยิงขู่ออกไปได้ทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์พากันล่าถอยกลับเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชา โดยที่ไม่ได้มีการปะทะกันตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
พ.ต.ท.นพรัตน์ กล่าวต่อไปว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เจ้าหน้าที่ ตชด.มว.2243 จึงได้เข้าไปเคลียร์พื้นที่แต่ว่าไม่พบร่องรอยหลักฐานใด ๆ ดังนั้น จึงได้พากันลาดตระเวนในเขตพื้นที่รับผิดชอบต่อไป ซึ่งหากว่ามีการปะทะกันขึ้นมาจริงตามที่เป็นข่าว ตนก็จะต้องได้รับรายงานด่วนและจะต้องรีบนำกำลัง ตชด.รวมทั้งขอกำลังทหารในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อไปให้การสนับสนุนการปะทะกันทันทีเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการยิงปืนขู่เพื่อเตือนฝ่ายตรงข้ามไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยเท่านั้น ตนขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ ตชด.มว.2243 ไม่มีการปะทะกันกับฝ่ายทหารกัมพูชาอย่างแน่นอน
เขมรเลือดรักชาติเถียงสู้เพื่อนไม่ได้ผูกคอดับ
เมื่อเวลา 08.00 น. พ.ต.ท.ศักดิ์ชัย พรหมสาขา ณ.สกลนคร พนักงานสอบสวนเวร สภ.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีเหตุชายไม่ทราบชื่อและสัญชาติผูกคอตายอยู่บน ต้นไม้ภายในซอยโรงแรมสตางค์ ด้านข้าง สภ.คลองลึกฯ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.สุบิน บุญเล็ก ผกก.สภ.คลองลึก และ พ.ต.ท.จตุรภัทร สิงหัษฐิต สวป.ฯ นำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยได้ประสานไปยัง มูลนิธิสว่างธรรมสถานอรัญประเทศ เพื่อจัดส่ง จนท.กูภัยฯมาร่วมเก็บศพด้วย ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นถนนซอยด้านข้าง สภ.คลองลึก ห่างโรงพักฯประมาณ 1 กม.และห่างจากตลาดโรงเกลือ ประมาณ 500 เมตร บริเวณป่าละเมาะ จนท.ได้พบมีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาจำนวนมากกำลังยืนมุงดูชายไม่ทราบชื่อ นุ่งกางเกงขาสั้นสีเทา ไม่สวมเสื้อ ใช้เชือกในล่อนผูกคอตัวเองติดกับกิ่งต้นหว้า สูงจากพื้นดินประมาณ 4 เมตร หลังจากกันประชาชนทั้งชาวไทยและกัมพูชาออกห่างจุดเกิดเหตุแล้ว จนท.ตร.จึงเข้าทำการตรวจสอบพร้อมนำศพลงมาจากต้นไม้ จากการตรวจสอบตามร่างกายไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือบาดแผลใดๆและไม่มีหลักฐาน หรือบัตรประจำตัวแสดงว่าเป็นใครโดยเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6 ชม.
ขณะที่ จนท.กำลังตรวจสอบศพอยู่นั้น ได้มีนายชาย ชอน อายุ 41 ปี ชาวกัมพูชาเดินเข้ามาดูศพพร้อมยืนยันกับ จนท.ตร.ว่าศพดังกล่าวชื่อนาย ลัน ยอน อายุ 38 ปี เป็นชาวกัมพูชา และเป็นเพื่อนของตน โดยเล่าว่าสาเหตุการณ์ผูกคอตายของนายลัน ยอน น่าจะมาจากความเครียดและน้อยใจเพื่อนชาวเขมรด้วยกัน ทำให้นายลัน ยอน มาก่อเหตุผูกคอตาย โดยนายชาย ชอน เล่าว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 54 ที่ผ่านมานาย ลัน ยอน และตนพร้อมเพื่อนชาวกัมพูชาอีก 5 คนได้เดินทางมาจาก บ้านสะเลา ต.สะเลา อ.ปาลาง จ.กัมปงธม ประเทศกัมพูชา แล้วข้ามเข้ามาเพื่อมาหางานทำในตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และได้มาทำงานก่อสร้างในซอยโรงแรมสตางค์ ภายในถนนข้าง สภ.คลองลึกโดยมีนายจ้างเป็นคนไทย
โดยคืนก่อนที่นาย ลัน ยอน จะผูกคอตายหลังจากเลิกงานตนกับนายลันฯและเพื่อนๆที่ทำงานด้วยกันได้ นั่งจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องปัญหาการปะทะกันของทหารไทยกับทหารกัมพูชาที่ชาย แดนด้าน จ.อุดรมีชัย ตรงข้ามกับ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นการพูดคุยกันออกรสออกชาติโดยนายลัน ยอน สนับสนุนท่าทีตอบโต้ไทยของสมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ส่วนเพื่อนๆไม่ต้องการให้เกิดการสู้รบและต้องการให้สมเด็จฮุน เซนฯลดความแข็งกร้าวลงบ้าง จนทำให้เกิดการถกเถียงกันถึงขั้นท้าพนันกันว่าสุดท้ายสมเด็จฮุน เซนฯกับไทยใครจะชนะ จนทำให้นาย ลัน ยอน เกิดความเครียดเพื่อนๆจึงล้อนายลัน ยอน ว่า”เครียดมากนักก็ไปผูกคอตายซะ” หลังจากนั้นทุกคนก็เข้านอนต่อมาเวลาประมาณ 24.00 น.นายลัน ยอน ได้เดินออกจากที่นอนโดยบอกเพื่อนว่าจะไปทำธุระส่วนตัว ทำให้เพื่อนๆไม่สงสัยว่านายลัน ยอน จะคัดสั้นผูกคอตาย จนกระทั่งรุ่งเช้ามาพบนายลัน ชอน กลายเป็นศพอยู่บนต้นไม้ดังกล่าว นายชาย ชอน ยังเผยอีกว่าโดยนิสัยแล้วนาย ลัน ยอน เป็นคนชอบพูดคุยและวิจารณ์ถึงเรื่องการเมืองในกัมพูชามาโดยตลอด และนายลัน ยอน จะเกิดความเครียดมากหากมีใครพูดถึงการปะทะกันที่ชายแดนไทย - กัมพูชา แล้วหาว่าฝ่ายกัมพูชาผิด
หลังจาก จนท.ทราบชื่อและสาเหตุการเสียชีวิตของนาย ลัน ยอน แล้ว จึงได้มอบศพให้ จนท.มูลนิธิสว่างธรรมสถานอรัญประเทศ นำไปเก็บไว้ที่ รพ.อรัญประเทศเพื่อตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้งและรอญาติมารับศพกลับไป ประกอบพิธีศพในประเทศกัมพูชาต่อไป



