ข่าว

คุก5การ์ดเหลืองคนละ2ปีคดีจี้รถเมล์

คุก5การ์ดเหลืองคนละ2ปีคดีจี้รถเมล์

10 พ.ค. 2554

ศาลสั่งจำคุก“ 5 การ์ดเสื้่อเหลือง” คนละ 2 ปี ปรับ 66 บาท จี้รถเมล์สาย 53 ขณะที่ยื่นคนละ 2 แสน ประกันสู้คดี

(10พ.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. คดีหมายเลขดำ อ.1701/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธีรเดช วรรณา , นายชัยวัฒน์ ทับทอง , นายธานี อาจสว่าง ( ถึงแก่ความตาย ศาลจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ) , นายสมชาย ทองเกียรติ , นายพงษ์พันธ์ กาจันทร์ และนายสมชัย หงสา แนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐาน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ , พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน ทางสาธารณะฯ , ข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมกระทำการหรือไม่กระทำการใด , หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ และ มีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 , ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 , 310 , 371 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4 , 6 , 22 , 23

 ตามฟ้องโจทก์สรุปว่าเมื่อวันที่ 24 พ.ย.51 จำเลยทั้งหกร่วมกันพกอาวุธปืน , ระเบิดแสวงเครื่อง (ระเบิดปิงปอง) ท่อน้ำเป็นเหล็กกลมตัดปลายแหลมยาว , ไม้กระบองท่อนกลม , หนังสติ๊ก , มีดคัตเตอร์ และเครื่องรับส่งวิทยุชนิดมือถือ นำติดตัวขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ครีมแดง สาย 53 เทเวศน์-รอบเมือง ขู่เข็ญพนักงานขับรถ และพนักงานเก็บค่าโดยสาร ผู้เสียหาย เพื่อให้นำรถไปส่งที่บริเวณที่ชุมนุมเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอยู่นอกเส้นทางเดินรถ จำเลยทั้งหมดให้การปฎิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับสารภาพความผิดฐานพกเครื่องวิทยุสื่อสาร

 ศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐานสองฝ่ายนำสืบต่อสู้กันแล้ว เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ มีพนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บเงินค่าโดยสาร ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน เบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้ง 6 คน แต่งกายชุดดำ มีสัญลักษณ์เป็นการ์ดพันธมิตร ฯ บุกขึ้นมาบนรถโดยสารแล้วไล่ผู้โดยสารลงก่อนบังคับให้พนักงาน ขับรถไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อพนักงานขับรถปฎิเสธ พวกจำเลยจึงได้ขับรถเองโดยควบคุมพยานทั้งสองไว้ไม่ยอมให้ลงจากรถ

 นอกจากนี้โจทก์ ยังมีเจ้าหน้าที่เป็นพยาน เบิกความถึงขั้นตอนจับกุมและอาวุธมีด-ไม้ แต่ความผิดฐานร่วมกันพวกพาอาวุธปืนนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าพวกจำเลยรู้เห็นกับจำเลยที่ 3   ซึ่งเสียชีวิต มีอาวุธปืนไว้ในกระเป๋าสะพายหรือไม่อย่างไร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้พวกจำเลย เช่นเดียวกับความผิดฐานครอบครองวัตถุระเบิด ซึ่งพยานให้การเพียงว่า พบบนรถประจำทางเท่านั้น

 จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-2 และ 4-6 มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้จำคุกฐานข่มขืนใจผู้อื่นฯ อันเป็นบทหนักสุด เป็นเวลา 3 ปี และฐานพกพาอาวุธเข้าไปในเมืองฯ ให้ปรับเงิน 100 บาท คำให้การชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 จึงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี และปรับเงิน 66 บาท

 ส่วนจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม กรณีพกพาเครื่องวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต อีก 1 กระทงด้วย ให้ปรับ 4 , 000 บาท คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ปรับ 2 , 000 บาท

 ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้ง 5 คน ได้ยื่นหลักทรัพย์ เป็นเงินสดคนละ 200 , 000 บาท เพื่อประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว