
"เจโรนิโม"-ชื่อนี้มีความหมาย
ทันทีที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งแดนดินถิ่นอินทรีผยองประกาศด้วยความปีติว่าหน่วยซีลของกองทัพเรือสามารถสังหารนายโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำอัล-ไกดา ที่ทำเนียบขาวหมายหัวมานานในฐานะจอมวายร้ายและศัตรูหมายเลขหนึ่งของประเทศและของโลกได้แล้ว
ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต่างโห่ร้องด้วยความยินดีที่สามารถกำจัดศัตรูตัวฉกาจได้แล้ว โดยไม่ฉุกคิดให้เปลืองสมองว่าผลตามมาจะเป็นเช่นใด และการตายของนายบิน ลาเดนจะส่งผลกระทบในทางตรงข้ามเช่นใด
การตายของนายบิน ลาเดนไม่เพียงแต่กระตุ้นให้มุสลิมเคร่งจารีตกลุ่มหนึ่งในหลายประเทศออกมาเคลื่อนไหวประณามพญาอินทรีจอมผยองเท่านั้น ยังจุดประกายคำถามว่าถือดีอย่างไรถึงกล้าละเมิดอธิปไตยของปากีสถานรวมทั้งกล้าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กล้าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไม่เกรงกลัวใคร
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือยิ่งขยายความหมางใจระหว่างอเมริกันผิวขาวกับอเมริกันพื้นเมืองหรือพวกอินเดียนแดงให้ถ่างกว้างมากขึ้น หลังมีข่าวว่าหน่วยซีลได้ส่งข้อความกลับไปที่ทำเนียบขาวทันทีที่เสร็จสิ้นปฏิบัติการปลิดชีพนายบิน ลาเดนว่า"Geronimo EKIA" - enemy killed in action. หรือ เจโรนิโม ดีเคไอเอ-เจโรนิโม ศัตรูถูกฆ่าตายในปฏิบัติการ"
สำหรับคนภายนอกส่วนใหญ่แล้ว ฟังแล้วต่างรู้สึกเฉยๆ เพราะมัวแต่พุ่งความสนใจไปที่ข่าวผู้นำอัล-ไกดา ถูกสังหารในรังลับทั้งๆ ที่ไม่มีอาวุธ แต่สำหรับชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงแล้ว รหัสลับสั้นๆ นี้ได้จุดชนวนความโกรธแค้นที่ฝังลึกในใจมานานให้ปะทุขึ้น จนบรรดาลูกหลานอินเดียนแดงชื่อดังหลายต่อหลายคนทั้งในวงการการเมือง กีฬาหรือกลุ่มปกป้องสิทธิของอเมริกันอินเดียนได้ดาหน้าออกมาแสดงความเกรี้ยวกราดที่บังอาจนำชื่อของผู้นำเผ่าอาปาเช่ ผู้เป็นวีรบุรุษผู้หาญกล้ามาเป็นชื่อรหัสของนายบิน ลาเดน อย่างไร้ความเคารพใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ เจโรนิโม ซึ่งเป็นชื่อนิกเนมในภาษาเม็กซิโกที่เรียกกันไปทั่วจนทำให้ชื่อโกยาล อันเป็นชื่อจริงในภาษาของเผ่าชิริคาฮัว อาปาเช่ที่แปลว่าคนปากกว้างเลือนหายไป เจโรนิโมเป็นวีรุบุรุษผู้กล้าหาญและหัวหน้าเผ่าชิริคาฮัว อาปาเช่ ในศตวรรษที่ 19 ที่กล้าเปิดสงครามต่อสู้กับทหารอเมริกันและทหารเม็กซิโกที่พยายามขยายดินแดนล่วงล้ำเข้าไปยังดินแดนของอาปาเช่ จนรู้จักกันในชื่อของสงครามอาปาเช่ โดยไม่ถูกฆ่าหรือถูกจับแต่อย่างใด เพียงแต่หลายคนในครอบครัวรวมไปถึงแม่ ภรรยาและลูกๆ ต่างเสียชีวิตระหว่างไฟสงคราม ที่ลุกโชนเป็นเวลาหลายสิบปี
ถึงจะรบไม่เคยแพ้และไม่เคยถูกจับ แต่เจโรนิโมกลับยอมมอบตัวแต่โดยดี เมื่อนายพลอเมริกันคนหนึ่งให้สัญญาลมๆ แล้งๆ ว่า จะได้กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวใหม่และสมาชิกในเผ่า ซึ่งถูกบังคับให้ต้องเดินทางไกลย้ายถิ่นฐานจากเขตสงวนในรัฐอริโซนาไปที่รัฐฟลอริดา อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางของน้ำตาและความตาย แต่แล้วกองทัพสหรัฐก็กลืนน้ำลายตัวเอง ไม่ได้รักษาคำสัญญานั้น กลับจับวีรบุรุษผู้กล้าของอาปาเช่ไปขังคุกในฐานะเชลยสงคราม แถมยังขยันย้ายคุกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นว่าแก่ตัวไร้พิษสงและเขี้ยวเล็บแล้วจึงถูกย้ายไปอยู่ที่ฟอร์ท ฮิลล์ รัฐโอคลาโฮมา เป็นแห่งสุดท้าย
เจโรนิโมปล่อยให้ชีวิตผ่านไปวันๆ อย่างดีก็แค่ไปร่วมงานฉลองเล็กๆ น้อยๆ ของอินเดียนแดง ระหว่างนั้นเคยปรารภหลายครั้งว่าสิ่งเดียวที่เสียใจที่สุดในชีวิตก็คือการหลงเชื่อน้ำคำของนายพลอเมริกันจนสมัครใจยอมแพ้แล้วถูกหักหลัง และแล้ว วันหนึ่งขณะขี่ม้ากลับบ้าน เจโรนิโมก็ถูกม้าสลัดตกต้องนอนกลางดินท่ามกลางความหนาวเย็นถึงหนึ่งคืนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ แต่ก็เสียชีวิตหลังจากนั้นด้วยโรคปอดบวม
ถึงจะเสียชีวิตแล้ว ศพของเขาก็ถูกขโมยจากหลุมศพสองครั้ง โดยมีบันทึกว่าภายหลังได้นำศพไปคืนในหลุมเดิมที่ไม่มีการปักเครื่องหมายไว้ แต่บรรดาลูกหลานของเจโรนิโมก็ไม่เชื่อและพยายามทวงศพกลับคืนมาครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากจะเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช สมัยที่ยังครองทำเนียบขาว ขอให้ช่วยหาทางนำซากศพกลับไปฝังในสุสานของบรรพบุรุษดังเดิม แต่เรื่องก็ยังเงียบหาย สุดท้ายทายาทสกุลเจโรนิโมก็ไม่ยอมแพ้ ได้ตั้งทนายคนหนึ่งฟ้องร้องนายโอบามา นายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหม และสมาคมสกัลล์ แอนด์โบนส์ ที่เชื่อว่ารู้เห็นกับการขโมยโครงกระดูกของเจโรนิโม แม้จะรู้ว่ายากหาหลักฐานพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ก็ตาม
ความที่เป็นผู้นำเผ่าที่โด่งดังและมีชีวิตหลากสีสัน ฮอลลีวู้ดได้เคยนำประวัติและชีวิตการต่อสู้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์กว่า 20 เรื่องด้วยกัน อย่าง "เจโรนิโม'ส ลาส์เรด" หรือ "การบุกครั้งสุดท้ายของเจโรนิโม", "ฮอว์ค ออฟ เดอะ ไวล์เดอร์เนสส์" หรือ "เหยี่ยวแห่งความป่าเถื่อน", "วัลเลย์ ออฟ เดอะ ซัน" หรือ "หุบผาแห่งดวงตะวัน", "ฟอร์ท อาปาเช่", "โบร้กเกน แอร์โรว์", "ไอ คิลล์ เจโรนิโม", "กัน สโมค เดอะ ลาสต์ ปาปาเช่", "เจโรนิโม เดอะ อเมริกัน เลเจียน" ฯลฯ
ในเมื่อได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ได้รับการเคารพนับถือมากที่สุดคนหนึ่งของเผ่าอาปาเช่ ก็เป็นการสมควรแล้วที่บรรดาอเมริกันอินเดียนจะประท้วง ที่นำชื่อของเขาไปผูกติดกับชื่อของนายบินลา เดน
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



