
ประชามติ 3 กรกฎา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กลายเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีไปในทันทีที่มีการประกาศยุบสภา และกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้
การเลือกตั้งที่มีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งของผู้คนในสังคมไทยไม่แตกต่างไปจากบริบททางสังคม ในช่วงภายหลังที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งในที่สุดก็ถูกรัฐประหารยึดอำนาจไปเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน ฉะนั้น จึงเป็นที่คาดการณ์กันว่า การเมืองหลังเลือกตั้ง ซึ่งจะขับเคลื่อนโดยรัฐบาลผสม ก็อาจเป็นการเมืองที่ยังวุ่นวาย เป็นการเมืองที่นักการเมืองต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ต่อรองเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคขนาดกลาง
บทเรียนช่วงเวลา 2 ปีเศษของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และโปรยหว่านนโยบายลด แลก แจก แถม เท่านั้น แต่การที่ต้องพึ่งพาเสียงพรรคภูมิใจไทย ทำให้รัฐบาลต้องยอมตามน้ำไปกับพรรคการเมืองนี้ในหลายเรื่อง ถึงแม้ยังไม่มีความชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ที่นั่ง ส.ส.มากน้อยเพียงใด แต่พรรคภูมิใจไทยก็แสดงท่าทีแล้วว่า อาจร่วมกับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้ นี่เป็นปัญหาวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย ที่กลับมาสู่สถานการณ์เป็นรัฐบาลผสม ซึ่งในประวัติศาสตร์ของรัฐบาลผสม ไม่เคยมีรัฐบาลผสมชุดใดเลย ที่ปราศจากกรณีที่ส่อไปในทางทุจริต คอรัปชั่น รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็เช่นกัน
แน่นอนว่า ไม่มีใครพยากรณ์โฉมหน้าการเมืองภายหลังการเลือกตั้งได้ แต่เมื่อพิเคราะห์องค์ประกอบทางการเมือง ทั้งในแง่พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มมวลชน กลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ต่างๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก การเมืองก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนจะยอมรับได้หรือไม่ว่า เมื่อมีการเลือกตั้งกันตามกติกา แพ้ชนะ หรือทุจริตก็ไปว่ากันตามกระบวนการ ก็ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง และยอมรับว่าคนเหล่านั้นเข้ามาตามวิถีทางประชาธิปไตย เพราะถ้าไม่ยอมรับการเลือกตั้ง เราคงไม่มีเครื่องมือใดๆ อีก ในการจัดระเบียบทางการเมือง นอกจากวิธีการนอกเหนือกติกา
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ หรือเพื่อไทย ก็เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนหนึ่งอาจโนโหวตตามกระแสเรียกร้องของคนบางกลุ่ม นั่นก็เป็นสิทธิ แต่ก็เป็นการใช้สิทธิที่สูญเปล่า เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีสนามเลือกตั้งใดไม่มีคู่แข่ง และท้ายที่สุดก็ต้องมีรัฐบาล จะเป็นรัฐบาลของพรรคใดก็ตามอยู่นั่นเอง นอกจากยอมรับผลการเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะค้านความเชื่อของเราอย่างไร เพราะความเชื่อในแบบสื่อกระแสหลัก ก็อาจเป็นความเชื่อคนละชุดกับความเชื่อของชาวบ้าน ที่ไม่ได้ปรากฏในสื่อ ประชามติ 3 กรกฎาคม ควรเป็นประชามติที่ต่างฝ่ายต่างต้องเคารพ เมื่อกีฬาเล่นการตามเกม ก็ต้องรู้แพ้ รู้ชนะ



