
ได้เวลาเป็นพระเอกแล้ว
สถานการณ์การเมืองบ้านเราที่เกิดเรื่องวุ่นวายมานานหลายปี จนมาถึงวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เข้าไปมีส่วน สร้าง-เพิ่ม-ลด ความรุนแรงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
นับตั้งแต่ยุค "หนา" ที่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ลงมาแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนั้น ไม่บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม จนกรรมการ กกต.ต้องคดีความ
จริงอยู่การดำเนินคดีก็ว่ากันไปตามครรลองของกระบวนการยุติธรรม แต่ทว่า ตรงจุดนั้น ได้สร้างความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งทวีความรุนแรงมากขึ้น
จนไม่อาจหลีกเลี่ยง "อุบัติเหตุทางการเมือง" ขึ้นได้ในปี 2549 เมื่อทหารเข้ายึดอำนาจ พร้อมกับบัญญัติศัพท์แสงมาใช้เรียกการใช้กำลังทหารยึดอำนาจในขณะนั้นว่า "การเข้ามาหยุดการใช้อำนาจ"
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่มีอยู่ก็ไม่ได้มีทีท่าลดลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อคดียุบพรรคการเมืองคดีแรก คือ พรรคไทยรักไทย ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กกต.
ชุดแรกมีกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยถูกสั่งให้เว้นวรรคทางการเมืองไป 111 คน
คดีถัดมามีหลายพรรคการเมืองโดนในลักษณะเดียวกันอีก 109 คน ซึ่งนั่นก็รวมทั้ง "พรรคพลังประชาชน" ที่มีรากเหง้าเดียวกันกับพรรคไทยรักไทย ก็โดนไปด้วย
แต่คดีที่ฮือฮาที่สุด และเป็นต้นเหตุให้ความขัดแย้งที่มีอยู่ทวีความรุนแรงมากขึ้นก็คือ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่สุดท้ายแล้ว กกต.แพ้ฟาวล์ พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากการยุบพรรค เนื่องจากคดีขาดอายุความ
นั่นคือสิ่งที่ผ่านมา !
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้ก็คือ การกลับมาแสดงบทบาทการจัดการเลือกตั้งอีกครั้งของ กกต.
แน่นอน ทั้งในเรื่องของการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ เที่ยงธรรมแล้ว ยังต้องจัดการการทุจริตการเลือกตั้งไปด้วย
ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรง และเดิมพันสูงของพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ที่ต่างก็มีผู้ถือหางยาวเหยียดไม่แพ้กัน ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้ "วิชามาร" กันอย่างเต็มที่ เพราะครั้งนี้ ต่างก็แพ้ไม่ได้ด้วยกันทั้งคู่
ในส่วนของ กกต.เองก็อยู่ในสถานการณ์ที่แพ้ไม่ได้เหมือนกัน
หากจะถามว่า อะไรคือสิ่งที่จะทำให้ กกต.แพ้ คำตอบก็คือ ให้ย้อนกลับไปดูว่า วิกฤติการณ์การเมืองในแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นนั้น กกต.มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันมากน้อยแค่ไหน
ได้ตั้งมั่นในหลักของกฎหมายมากน้อยแค่ไหน
ถ้อยแถลงของ สมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ล่าสุด ที่บอกว่า มีว่าที่ผู้สมัครส.ส.ในหลายพื้นที่เริ่มมีการซื้อเสียงล่วงหน้ากันแล้วนั้น จะเป็นตัวชี้วัด "มาตรฐาน" ของ กกต.อย่างหนึ่ง
เพราะเมื่อแถลงออกมาแล้ว ประชาชนทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งและยังไม่มี ก็จะจับตาดูว่า ที่พูดมานั้น แค่ขู่ หรือเอาจริงเอาจังแค่ไหน
กกต.เองก็รู้ว่า ความผิดลักษณะนี้ หากมีหลักฐานชัดเจนโทษหนักถึงขั้นยุบพรรค ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 94 และ 95
ถึงแม้พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งจะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่การกระเช่นนั้น ก็ต้องถูกตั้งคำถามได้เช่นกันว่า กกต.แจกใบเหลือง หรือใบแดงไปเลยได้หรือไม่ ?
อีกประเด็นที่ สมชัย ได้รับรายงานก็คือ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่วางตัวไม่เป็นกลาง
การพูดเพียงอย่างเดียวย่อมไม่ส่งผลที่จะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม หากแต่การแจ้งเตือนแบบมีลายลักษณ์อักษร เสมือนกรรมการฟุตบอล แจก "ใบเหลือง" เพื่อให้นักฟุตบอลหยุดละเมิดกฎ กติกา น่าจะเป็นแนวทางที่นำไปสู่เป้าหมายในการจัดการเลือกตั้งได้ดีกว่า
ท่องให้ขึ้นใจไปเลยว่า ไม่ใช่แค่พรรคการเมืองที่เขามีเดิมพัน กกต.ก็มีเดิมพันในเรื่องความเชื่อมั่นอยู่สูงมากกว่าแต่ละพรรคการเมืองเสียด้วยซ้ำไป
จริงอยู่ ถ้าทุกคนทำตามกฎหมายบ้านเมืองก็จะสงบ แต่ในภาวะที่ไม่อาจวางใจได้ว่า นักการเมืองจะอยู่กับร่องกับรอย ทางเดียวที่จะทำให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดก็คือ ผู้ที่บังคับใช้กฎหมายจะต้องใช้ให้ถูกต้องที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด และเด็ดขาดที่สุด
ถึงแม้ กกต.ในวันนี้ จะมีบุคลิกแตกต่างกัน แต่ความแตกต่างก็ส่งผลให้เกิดความรอบคอบ
ในวันนี้การเลือกตั้งมีขึ้นแน่นอนแล้ว นั่นหมายความว่า กกต.จะต้องเข้าทำหน้าที่อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ และเที่ยงธรรม
แต่ในวันนั้นต้องเพิ่มอีกคำให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ก็คือ จัดการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ และเที่ยงธรรม เพราะนั่นคือ "กุญแจ" ที่จะไขประตูนำพาประเทศพ้นจากปากเหวแห่งวิกฤติ
มันก็จริง สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ...แต่ก็ต้องถาม กกต.เช่นกันว่า พร้อมจะเป็นวีรบุรุษแล้วหรือยัง ?
มาตรา 94 เมื่อพรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง (3) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ (4) กระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ (5) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 21 วรรคหนึ่ง มาตรา 43 มาตรา 65 มาตรา 66 มาตรา 69 หรือมาตรา 104
ส่วน มาตรา 95 นั้น เกี่ยวกับอำนาจของนายทะเบียนพรรคกาเรมือง ที่เมื่อตรวจสอบแล้วว่า มีการกระทำความผิดตามมาตรา 94 ก็จะยื่นเรื่องพร้อมหลักฐานแจ้งอัยการสูงสุดเพื่อให้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคการเมืองนั้น



