
ตื่นกระแส"บ้านหลังแรก"ธอส.พร้อมรับมือ-จ้องลุยเฟส2
หลังจากที่รัฐบาลผลักดันโครงการบ้านหลังแรกสำหรับประชาชนเป็นการทิ้งทวน ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวของประชาชนและภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะโครงการดังกล่าวเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนระดับกลางและระดับล่างมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองง่ายขึ้น
และมีภาระในการผ่อนชำระไม่มาก ผ่านกลไกลของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ดำเนินโครงการ ทาง ธอส. ก็รับลูกประกาศหลักเกณฑ์เงื่อนไข รายละเอียดคุณสมบัติผู้เข้าข่ายได้รับสิทธิเงินกู้ ปรากฏว่ามีกระแสตอบรับดีเกินคาด และเชื่อว่าวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรกในการเปิดรับเรื่องขอกู้เงินทุกสาขาคงมีผู้สนใจแห่มาเข้าคิวรอกันแต่เช้าอย่างแน่นอน
ธอส.สายไหม้โทรเช็กคุณสมบัติผู้กู้
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธอส. ระบุว่า หลังจากเปิดตัวโครงการ "บ้าน ธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก" เพียงไม่กี่วัน ปรากฏว่ามีกระแสตอบรับเข้ามาดีมาก มีประชาชนให้ความสนใจโทรศัพท์เข้ามาสอบถามที่คอลเซ็นเตอร์ของธนาคารสายแทบไหม้ ส่วนใหญ่จะสอบถามถึงคุณสมบัติเพื่อดูว่าตัวเองเข้าข่ายหรือไม่ จึงอยากย้ำว่าวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรกของโครงการนั้น หากรู้ตัวว่าคุณสมบัติไม่เข้าข่ายก็ไม่ควรมาจองสิทธิยื่นกู้ เพราะนอกจากจะเสียเวลารอแล้ว หากภายหลังตรวจสอบพบว่าคุณสมบัติไม่เข้าข่าย เช่น ไม่ใช่เป็นการซื้อบ้านหลังแรกจริงก็จะถูกปรับไปคิดอัตราดอกเบี้ยปกติของธนาคารนับตั้งแต่วันที่ทำสัญญา
"ไม่อยากให้ผู้กู้ต้องมาเสียเวลาและเสียความรู้สึกภายหลัง เพราะแบงก์เองก็ไม่อยากให้ลูกค้าที่มาแล้วกู้ไม่ได้ต้องอารมณ์เสีย ยืนยันว่าโครงการนี้ไม่มีการล็อกคิว ใครมาก่อนยื่นก่อนและต้องการให้สิทธิกับคนที่มีความพร้อมก่อน เอกสารไม่ครบ 5 อย่างได้ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือสำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อจะได้แน่ใจว่ามีการซื้อขายกันจริง ไม่เช่นนั้นโครงการนี้ก็ไม่มีวันจบ"
สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อนหรือไม่เคยเป็นเจ้าบ้านมาก่อน แต่ถ้าเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยถือว่าเข้าข่าย ส่วนกรณีของสามีภรรยาถือว่าเป็นบุคคลเดียวกันยื่นกู้ได้สิทธิเดียว แต่หากไม่ได้จดทะเบียนยอมรับว่าคงตรวจสอบยาก ส่วนการกู้ร่วมสามารถทำได้แม้ผู้กู้ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิที่อยู่อาศัยแล้ว โครงการนี้ธอส.สนใจที่คุณสมบัติของผู้กู้ไม่ได้สนใจหลักประกัน เนื่องจากเปิดกว้างให้ซื้อที่อยู่อาศัยได้ทุกรูปแบบทั้งโครงการใหม่และบ้านมือสอง หรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคารทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งเอ็นพีเอของธอส.และของแบงก์อื่นๆ
เน้นให้ซื้อบ้านราคาต่ำกว่า1.5ล้าน
ส่วนที่สอบถามกันมากว่าทำไมต้องตีกรอบราคาบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาทนั้น นายวรวิทย์ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้เคยคิดจะกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เพราะต้องการกระจายเงินกู้ไปอย่างน้อย 2 หมื่นคน จากวงเงินที่ตั้งไว้ 2.5 หมื่นล้านบาท แต่มีผู้เสนอความเห็นว่าที่อยู่อาศัยในกทม.ส่วนใหญ่มีราคาเกิน 1.5 ล้านบาท นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จึงเห็นด้วยให้ขยับราคาบ้านไปที่ 3 ล้านบาท แต่ต้องคิดจากราคาซื้อขายจริงไม่ใช่ว่าราคาบ้าน 4 ล้านบาท แต่มาขอกู้ 3 ล้าน อันนี้ถือว่าไม่เข้าตามเกณฑ์ ส่วนที่โครงการอสังหาฯ จะลดราคาลงมานั้นไม่เป็นปัญหายิ่งทำให้ผู้กู้ได้ประโยชน์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเปิดช่องให้ซื้อบ้านราคาเกิน 1.5 ล้านบาทได้ แต่สินเชื่อ 3 ใน 4 จะพุ่งเป้าไปที่บ้านราคาต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท โดยยังเชื่อว่าจำนวนรายที่ขอกู้ในต่างจังหวัดจาก 100 สาขาน่าจะมีเข้ามามากกว่า แต่วงเงินที่ขอกู้ในเมืองอาจจะมากกว่าก็ได้ตามราคาบ้านที่สูงกว่า โดยสัดส่วนของสินเชื่อน่าจะอยู่ในกทม.60% และอยู่ในต่างจังหวัด 40%
นายวรวิทย์กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่เงินกู้ฟรีดอกเบี้ย เพราะปีที่ 3 ก็ต้องจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามปกติ และการอนุมัติจะเป็นไปตามเกณฑ์ จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ยื่นกู้ทุกรายจะได้รับการอนุมัติ และวงเงินที่ขอกู้ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่อนชำระด้วย ส่วนการอนุมัติแต่ละรายจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน
"วันแรกมองว่ากลุ่มลูกค้าแบงก์ที่รออนุมัติสินเชื่ออยู่แล้วน่าจะมายื่นได้เร็วเพราะมีเอกสารพร้อม แต่ธนาคารก็ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษเพราะต้องมายื่นเอกสารใหม่เช่นกัน ตามเกณฑ์ของธนาคารและน่าจะใช้เวลา 1-2 เดือนกว่าจะหมดวงเงิน ซึ่งธอส.สามารถเช็กยอดได้ตลอดเวลาหรือแม้จะวงเงินจะหมดเร็วก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนกว่าจะอนุมัติเงินกู้ได้ครบทั้งหมด"
รอรัฐบาลใหม่สานโครงการเฟส2
นายวรวิทย์กล่าวว่า การลดดอกเบี้ย 0% ช่วง 2 ปีแรกน่าจะจูงใจให้ผู้ต้องการซื้อบ้านหันมากู้กับ ธอส.มากขึ้น เพราะเชื่อว่าสถาบันการเงินอื่นๆ คงไม่ออกแคมเปญแรงๆ มาแข่งกับธอส. แต่เพื่อไม่ให้กระทบกับสถาบันการเงินอื่นจึงกำหนดห้ามกู้ไปเพื่อรีไฟแนนซ์เงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัยเดิม และหากจะเข้ามาใช้ประโยชน์ในช่วง 2 ปีแรกก็มีการป้องกันไว้แล้ว โดยจะกำหนดในสัญญาเงินกู้ว่าห้ามไถ่ถอนก่อน 5 ปี หากไถ่ถอนก่อนกำหนดจะกลับไปคิดอัตราดอกเบี้ยตามปกติของธนาคาร
นอกจากนั้น หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่บ้านหลังแรกจริงก็จะกลับไปคิดดอกเบี้ยตามปกติเช่นกัน โดยเริ่มคิดตั้งแต่วันที่ทำสัญญา ส่วนที่กำหนดไว้ 5 ปีแรกเพราะคำนวณดอกเบี้ยเฉลี่ยไว้แล้วที่ 3.9% เป็นอัตราที่ธนาคารยังมีกำไร ขณะที่ผู้กู้จะได้รับประโยชน์ 2 ต่อทั้งปลอดดอกเบี้ย 2 ปี และการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าจดจำนอง และค่าธรรมเนียมการโอนครึ่งหนึ่ง ซึ่งจากวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาทรัฐบางต้องควักจ่ายแทน 500 ล้านบาท
ส่งผลให้ผู้กู้ประหยัดเงินได้มาก เช่น ขอกู้ 1 ล้านก็ประหยัดไป 1 แสน ขอกู้ 3 ล้านก็ลดภาระไป 3 แสน หากกู้ 1 ล้านบาทผู้กู้ต้องมีเงินเดือนอย่างน้อย 1.2 หมื่นบาท ใน 2 ปีแรกผ่อนเพียงเดือนละ 5 พันบาท ปีที่ 3 จ่าย 6.2 พันบาท ลูกค้าสวัสดิการจ่ายเพียง 5.9 พันบาท เป็นต้น โดยหากจะลดเงินต้นลงเร็วก็จ่ายได้ไม่เกิน 2-3 เท่าของค่างวดปกติ
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อ 2.5 หมื่นล้านบาทนั้น อยู่ในวงเงินสินเชื่อรวมของธนาคาร 9.9 หมื่นล้านบาท ส่วนจะขยายโครงการเฟส 2 หรือไม่คงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล เพราะเดิม รมว.คลัง ได้ประกาศไว้ว่าจะทำโครงการในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท แต่เกรงว่าจะถูกมองไม่เหมาะสมและอาจถูกตั้งคำถามว่าใช้เงินภาษีมาช่วยคนกลุ่มหนึ่ง เพราะโครงการนี้ต้องนำงบมาอุดหนุนค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองด้วย ก็เลยตัดสินใจแบ่งทำครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งโยนให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่เข้ามาตัดสินใจว่าจะสานต่อโครงการเฟสสองหรือไม่ ส่วนธอส.มีความพร้อมที่จะดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว



