
ภูมิปัญญาไทฉบับ2การแพทย์แผนไทยสู่ชุมชนพึ่งตนเอง
เมื่อเศรษฐกิจและสังคมโลกได้ปรับเปลี่ยนจาก สังคมเกษตรกรรม สู่ สังคมวัฒนธรรม และ สังคมฐานความรู้ โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้สร้างกระแสทางวัฒนธรรรมใหม่ 5 ประการ ได้แก่ ความทันสมัย ความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ความเป็นเสรี ความเป็นสากล และการลบเลือนของ
ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งชาติที่เคลื่อนตัวผ่านกระแสดังกล่าว ด้วยการเชื่อมโยงวัฒนธรรมผ่านอารยธรรมตะวันออกและตะวันตก ทว่า การเข้ามาของวัฒนธรรมโลกผ่านกระแสโลกาภิวัตน์และโลกไซเบอร์อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อวัฒนธรรมไทย จนทำให้ระบบการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย ที่เคยสำคัญและอุ้มชูสุขภาพของคนไทยมาตั้งแต่บรรพกาล ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสาบสูญ เพราะไม่สามารถสอดรับกับผู้คนที่ดำรงชีวิตด้วยวัฒนธรรมแบบคนเมือง
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อการพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องมี “แผนยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2555-2559)” เพื่อสานต่อนโยบายและยุทธศาสตร์ในระดับชาติ ด้านการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จากแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2550-2554) ที่กำลังจะหมดวาระลงในปีนี้
อย่างไรก็ตาม จากความร่วมมือของผู้ที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย จนก่อเกิดเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับที่ 1 มานานเกือบครึ่งทศวรรษนั้น วันนี้เมล็ดพันธุ์ดีได้ผลิดอกออกผลแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จเบื้องต้นที่เกิดขึ้น โดยแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับดังกล่าว ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการแก่สังคมไทย
ไล่เรียงตั้งแต่การมี คณะกรรมการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ภายใต้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และ สถาบันสุขภาพวิถีไทย ภายใต้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มาช่วยผลักดัน ประสาน ส่งเสริม ติดตามกำกับ และประเมินผลการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จากภาครัฐและภาคประชาสังคม
นอกจากนี้ หน่วยงานหลักทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน ยังนำแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับที่ 1 ไปดำเนินการตามภารกิจของหน่วยงาน เช่น กรณีของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดตั้ง กองทุนพัฒนาการแพทย์แผนไทย โดยใช้กลไกทางการเงินเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนามาตรฐานของการบริการ ทั้งแนวเวชปฏิบัติและมาตรฐานวิชาชีพของบุคลากรที่ให้บริการ มีผลทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงมากขึ้น
แต่ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณและการยอมรับ กลายเป็นหินก้อนใหญ่ขวางทางทำให้การเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับที่ 1 ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
ซึ่งการขาดการยอมรับและมีส่วนร่วมจากบางหน่วยงาน ทำให้การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือบุคลากรจากภาครัฐยังไม่เชื่อมั่นและไม่เข้าใจกระบวนการทำงานกับภาคประชาชน ส่งผลให้รัฐต้องทำงานด้วยตนเอง แทนที่จะสนับสนุนท้องถิ่นให้เข้มแข็งและมอบหมายให้ดำเนินการแทนเพื่อไปสู่เป้าหมาย
ส่วนอุปสรรคอีกประการหนึ่งก็คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพเกือบทั้งหมดส่วนใหญ่อยู่นอกระบบรัฐและการสนับสนุนระบบสุขภาพดังกล่าวในภาคประชาชน ที่เป็นแหล่งสะสมภูมิปัญญาสุขภาพดั้งเดิมยังมีน้อยมาก แถมติดขัดด้วยระเบียบงบประมาณที่ไม่สามารถจัดสรรงบจากรัฐไปสู่ชุมชนได้โดยตรงเช่นกัน
ดังนั้นแล้ว ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับที่ 2 ที่ยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) เป็นกรอบในการจัดทำและคิดไกลไปอีกขั้นด้วยการใช้หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” และ “สร้างสมดุลการพัฒนา” ผนวกกับผลสำเร็จ ปัญหาและอุปสรรคของแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับที่ 1 และสถานการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับการพัฒนาภูมิปัญญาไทย น่าจะช่วยแก้ไขจุดบกพร่องของแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับแรกได้ และช่วยให้การดำเนินการในแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ฉบับที่ 2 มีประสิทธิภาพและไปสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น หนทางสู่ความสำเร็จที่จะเห็นภูมิปัญญาไท การแพทย์แผนไทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน จึงอยู่ที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาครัฐที่จะให้ความสำคัญร่วมดำเนินการแค่ไหน เพื่อช่วยพัฒนาภูมิปัญญาไท ตลอดจนช่วยประเทศลดการใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่ายาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในปีหนึ่งๆ หลายหมื่นล้านบาท



