
"คู่มือเลือกตั้ง"-"โซเชียลมีเดีย"บทพิสูจน์ กกต.
ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะออก "กฎเหล็ก" เป็นกติกาสำหรับนักการเมืองและประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเสมอ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ "โซเชียลมีเดีย"
กกต.จะรับมือกับโลกยุคสังคมออนไลน์ได้แค่ไหน เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันในการเลือกตั้ง
เมื่อเข้าสู่เกมการแข่งขันย่อมต้องมีกฎกติกา เข้ามาควบคุมเพื่อความเรียบร้อย และความเป็นธรรม มีทั้งในส่วนของ "นักการเมือง" และ "ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน"
@ กฎเหล็ก กกต.
ผู้จะลงสมัครต้องมี 1.สัญชาติไทยโดยการเกิด 2.อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี บริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง 3.กรณีการยุบสภานี้ ต้องสังกัดพรรคการเมืองพรรคเดียวไม่น้อยกว่า 30 วันนับถึงวันเลือกตั้ง 4. ต้องมีลักษณะเกี่ยวพันกับจังหวัดที่ลงสมัคร คือ มีชื่อหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยศึกษาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเคยรับราชการติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี
เมื่อสมัครแล้วห้ามถอนการสมัครป้องกันการฮั้วเลือกตั้ง
หลังจากนั้นภายใน 7 วัน ผอ.กต.ตรวจสอบคุณสมบัติ หากไม่รับรองยื่นศาลฎีกาได้ภายใน 7 วัน เมื่อสมัครเสร็จ ห้ามผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใช้จ่ายเกินกว่าที่กำหนด และต้องส่งบัญชีรายรับรายจ่ายให้กกต.สอบใน 90 วันหลังวันเลือกตั้ง พรรคไหนจะส่งตัวแทนสังเกตการเลือกตั้งที่ลงคะแนน และนับคะแนนต้องทำหนังสือแต่งตั้งตัวแทนให้ กกต.เขตไม่น้อยกว่า 15 วัน
และในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งนี้ ห้ามกระทำ 5 ประการ
1.จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันคำนวณเป็นเงินได้ 2.ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดทั้งตรงหรืออ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษา สถานสงเคราะห์หรือสถาบันอื่นใด 3.โฆษณาหาเสียงด้วยมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ 4.เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยง 5.หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพล
นอกจากนี้ มาตรา 55 ห้ามขนคนไปลงคะแนนหรือกลับจากที่ลงคะแนน ฝ่าฝืน กกต.อาจให้ใบเหลือง-ใบแดงได้ ผู้สมัครหรือคนใกล้ชิดทำจะเป็น "ใบแดง" หากทำโดยหัวคะแนนหรือคนห่างไกลจะเป็น "ใบเหลือง"
ผู้สมัครร่วมงานบุญ งานพิธี หรือเป็นประธานได้ แต่ต้องไม่หาเสียง หรือมอบเงินให้แก่ผู้จัดงาน การหาเสียงต้องเปิดเพลงเลือกตั้ง เช่น เพลงประจำพรรค เพลงเกี่ยวกับนโยบาย ชี้แจงสถานการณ์การเมืองได้แต่ต้องไม่ใส่ร้าย ผู้สมัครและพรรคการเมือง หาเสียงได้จนถึง 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น
ส่วนประชาชนผู้ไปเลือกตั้ง ต้อง 1.มีสัญชาติไทย ถ้าแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 2.อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่เลือกตั้ง และ 3.มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง และไม่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ หากไม่ถูกต้องให้แจ้งเพิ่มหรือถอนชื่อไม่น้อยกว่า 10 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง หากเจ้าบ้านปล่อยให้ผู้ไม่มีสิทธิ์ย้ายเข้าโดยมิชอบจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท
หากไม่สามารถไปใช้สิทธิ์ได้ ต้องแจ้งเหตุภายใน 7 วันก่อนการเลือกตั้ง หากไม่ไปใช้สิทธิ์ต้องเสียสิทธิ์ 3 ประการ
1.สิทธิ์ร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. 2.สิทธิ์การลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และ 3.สิทธิ์การเลือกตั้งเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
หากจะใช้สิทธิ์ล่วงหน้านอกเขตต้องลงทะเบียนก่อนไม่น้อยกว่า 30 วัน และคนที่เคยใช้สิทธิ์นอกเขตต้องแจ้งย้ายออกก่อนจึงจะมีสิทธิ์ลงคะแนน ณ ที่อยู่ในทะเบียนบ้านตามปกติ
ห้ามผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเรียกรับทรัพย์สิน ฝ่าฝืนจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท ศาลเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี
@ "โซเชียลมีเดีย"-บทพิสูจน์ กกต.
การเลือกตั้งปี 2554 ในยุคโลกสื่อออนไลน์ “โซเชียลมีเดีย”ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไฮไฟว์ ทวิตเตอร์ จะมีบทบาทในการเป็นเครื่องมือ “หาเสียง” ของพรรคการเมืองและนักการเมือง จากข้อมูลการใช้โซเชียลมีเดียในประเทศไทยพบว่า มีผู้ใช้ถึง 8 ล้านคน เฉพาะคนกรุงเทพฯ ก็มีกว่า 6 ล้านคน
กกต.ฐานะผู้ดูแลจัดการเลือกตั้ง ยอมรับว่า จะมีพรรคการเมืองใช้โซเชียลมีเดียหาเสียงสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา ซึ่งระเบียบ กกต.ว่าด้วยการหาเสียง ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน
แต่มีหลักเกณฑ์ไว้ในหมวด1 การหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ (4) ซึ่งระบุว่า การหาเสียง ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอาจดำเนินการได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้...ในข้อ 4.6 กำหนดว่า โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งผ่านทางเว็ปไซต์ จดหมาย สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ต้องรวบเป็นค่าใช้จ่ายด้วย
"อภิชาต สุขัคคานนท์" ประธาน กกต.ได้ย้ำกับตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมประชุมที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมว่า พรรคการเมืองที่จะหาเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์ ในระเบียบก็เขียนไว้แล้ว หากเป็นค่าใช้จ่ายก็ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายด้วย ดังนั้นการปรับปรุงระเบียบกกต.ใหม่เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ปี 2554 ทางกกต.ได้กำหนดคำนิยามคำว่า “เว็ปไซต์ ” ชัดเจนรวมถึง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ด้วย
และห้ามโฆษณาหาเสียงไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง ยกเว้นสื่อสารระหว่างคน 2 คน เปรียบเหมือนกับการห้ามจำหน่ายสุรา แต่หากดื่มภายในบ้านไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดย กกต.ดูเจตนาเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังได้หารือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ว่าดำเนินการอย่างไร และหารือกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีสื่อ เช่น เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ เรื่องค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ เพื่อนำคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ซึ่งการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว จะให้ กกต.จัดทีมงานเฉพาะกิจคงยาก ต้องอาศัยประชาชน นักการเมืองร้องเรียนเข้ามา เพื่อให้ กกต.เข้าไปตรวจสอบ
เชื่อว่าการหาเสียงในโลกออนไลน์จะมีความเข้มข้น เพราะพรรคการเมืองใหญ่ในปัจจุบันมีการตั้งวอร์รูม จัดทีมงานเพื่อ "โพสต์ ”ผลงาน ขายนโยบาย ขายภาพลักษณ์หัวหน้าพรรค ผู้สมัคร ส.ส.และอื่นๆ เพื่อช่วงชิงพื้นที่ในโลกออนไลน์ ซึ่งหากโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ก็จะมีการโต้ตอบทันทีทันใด
แต่การหาเสียงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจเป็น "ดาบสองคม” ทำให้ถูกร้องเรียนจนนำไปสู่การได้ใบเหลือง-แดงได้
และเรื่อง "โซเชียลมีเดีย" นี้ จะเป็นสิ่งท้าท้ายว่า เอาเข้าจริง กกต.จะมีฝีมือจับไล่ได้ทันแค่ไหน
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ/ประภาศรี โอสถานนท์



