ข่าว

ยิงพ่อค้าปัตตานีผัว-เมียดับลูกชายรอด

ยิงพ่อค้าปัตตานีผัว-เมียดับลูกชายรอด

08 พ.ค. 2554

โจรใต้ยิงพ่อค้าส่งผลไม้ปัตตานี ผัว-เมียดับคารถ ลูกชายรอด ส่วนที่เจาะไอร้อง คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงชาวบ้านตาย 1 สาหัส 2 เจ้าหน้าที่ฟันธง “อุสตาสรอฮิง อาซ่อง” มือบึ้มทหารรามัน 3 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งไล่ล่า

ยังคงเกิดเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 พฤษภาคม ขณะนายแสง แก้วคงทน อายุ 54 ปี พ่อค้าขายส่งผลไม้ ขับรถกระบะตอนเดียว ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บฉ 6108 ยะลา กลับจากส่งผลไม้ใน จ.ปัตตานี เพื่อเดินทางกลับบ้านพักเลขที่ 4 ถนนสาย 15 ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา โดยมีนางเพ็ญพร ภรรยา อายุ 51 ปี และนายรุ่งโรจน์ แก้วคงทน อายุ 27 ปี บุตรชาย นั่งร่วมทางมาในตอนหน้าของรถด้วย โดยใช้ถนนสาย 410 ปัตตานี-ยะลา

เมื่อถึงบริเวณหมู่ 7 ต.ปุยุด อ.เมือง จ.ปัตตานี มีคนร้าย 4 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะขี่ประกบทั้งสองข้าง ก่อนใช้อาวุธปืนอาก้ากราดยิงเข้าใส่ตอนหน้าของรถหลายนัด กระสุนปืนโดนพ่อ แม่ ลูก ทำให้นายแสง และนางเพ็ญพร เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนนายรุ่งโรจน์ บุตรชายได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำส่งโรงพยาบาลปัตตานี

สาเหตุเจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นการกระทำของกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่ที่ต้องการข่มขู่ให้ประชาชนเกิดความเกรงกลัว หลังทราบเหตุนายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตชุมชน

ส่วนที่ จ.นราธิวาส เมื่อเวลา 18.00 น. วันเดียวกัน ร.ต.ต.ธนวัฒน์ อ่อนนิ่ม ร้อยเวร สภ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณสวนมพร้าวในหมู่บ้านกูแบปูยู หมู่ 8 ต.มะรือโบออก ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือดอยู่ในสวนมะพร้าวริมถนน ทราบชื่อต่อมาคือ นายสมชาย หรือ รอยะ เจ๊ะหะ อายุ 41 ปี ชาว อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา อาชีพรับซื้อไม้มะพร้าวเพื่อตัดแปรรูป สภาพศพมีร่องรอยถูกกระสุนปืนอาก้า และอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ที่บริเวณลำตัวพรุนไปทั้งร่าง ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน พลเมืองดีได้นำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลเจาะไอร้องไปก่อนหน้าแล้ว ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนอาก้า และปลอกกระสุนปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ตกอยู่บนถนน 15 ปลอก

ต่อมาเจ้าหน้าที่เดินทางไปดูอาการผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลทราบชื่อคือ 1.นายซะรี มะ อายุ 30 ปี ชาว อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนอาก้า และกระสุนปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ที่บริเวณแผ่นหลังและสะโพกขวา รวม 2 นัด 2.นายฮาฟีซู แยนา อายุ 17 ปี ชาว อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส มีร่องรอยถูกกระสุนปืนชนิดและขนาดเดียวกันที่บริเวณหน้าอก 2 นัด ทั้งคู่อาการสาหัสแพทย์ได้ส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

จากการสอบสวนทราบว่า ระหว่างที่ผู้บาดเจ็บ ผู้ตายและชาวบ้านบ้านกูแปปูยู ยืนพูดคุยกันในสวน มีคนร้าย 4 คน ขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ โดยคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายถืออาวุธปืนสงครามอาก้า และถืออาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. คนละกระบอก ออกมายิงใส่กลุ่มดังกล่าวกว่า 10 นัดซ้อน จากนั้นหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อสร้างสถานการณ์รายวัน
 ส่วนความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย.ร.15223 ฉก.ยะลา 12 ขณะลาดตระเวนด้วยรถกระบะหุ้มเกราะ เป็นเหตุให้ ร.ต.อุบล หนูเอียด จ.ส.อ.ผล หวานวงศ์ และพลทหารอนุวัฒน์ เพชรราม เสียชีวิต และมีทหารบาดเจ็บอีก 2 นาย เหตุเกิดบนถนนสายบ้านจำปูน-บ้านเจาะลีมัส หมู่ 4 บ้านเจาะลีมัส ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 และอาสาสมัครทหารพรานที่ 41 สนธิกำลัง ตำรวจ สภ.รามัน และชุดสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่คาดว่ายังคงกบดานอยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะที่บ้านสะโต ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา ที่ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า นายอับดุลรอฮิง ดาอีซอ หรืออุสตาสรอฮิง อาซ่อง แกนนำก่อเหตุรุนแรง และนายรอนิง ดาอีซอ ซึ่งเป็นหลาน พร้อมพวก เข้ามากบดานเพื่อวางแผนก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ปิดล้อมไล่ล่ากลุ่มคนร้ายใน ต.อาซ่อง ต.กอตอตือระ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่กลุ่มคนร้ายแยกย้ายกันหลบหนี รวมทั้ง ต.เรียง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งนายอับดุลรอฮิงมีภรรยาและบุตรอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

รายงานจากชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดระบุว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นชนิดแสวงเครื่อง น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 20 กก. คนร้ายบรรจุในถังแก๊สแล้วซุกไว้ใต้ผิวถนน จุดชนวนด้วยระบบแบตเตอรี่ ระเบิดที่พบครั้งนี้เป็นระเบิดที่สมบูรณ์กว่าทุกครั้ง เชื่อว่าผู้ประกอบระเบิดจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการประกอบเป็นอย่างมาก ส่วนรถยนต์หุ้มเกราะที่ถูกแรงระเบิดจนพังเสียหายนั้น เบื้องต้นทราบว่าใช้ป้องกันกระสุนปืนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สามารถป้องกันแรงระเบิดได้เพียง 20 กก. เท่านั้น

วันเดียวกัน ที่ฌาปนสถานเทศบาลนครยะลา พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพและวางพวงหรีด ร.ต.อุบล หนูเอียด จ.ส.อ.ผล หวานวงศ์ พลทหารอนุวัฒน์ เพชรราม เจ้าหน้าที่ทหารชุดร้อย.ร.15223 สังกัดหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 โดยมีนายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม ผบ.ฉก.ยะลา 12 พล.ต.ต.โชติ ชวาลวิวัฒน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ข้าราชการทหาร ตำรวจระดับสูง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ ญาติพี่น้อง เข้าร่วมไว้อาลัยจำนวนมาก

แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาได้ร่วมวางพวงหรีดเคารพศพ และมอบเงินช่วยเหลือจากศูนย์ปฏิบัติการเยียวยา จ.ยะลา แก่ตัวแทนและครอบครัวของทหาร ทั้ง 3 นาย รายละ 5 แสนบาท

ด้าน พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เปิดเผยว่า เหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณสนามฟุตบอล หมู่ 5 บ้านคอกวัว ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตถึง 4 นาย ขณะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับชาวบ้านในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากก่อนการแข่งขันเจ้าหน้าที่ ซึ่งดูแลความปลอดภัย ได้เข้าไปตรวจสอบจุดที่เกิดเหตุแล้ว แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด ยกเว้นขวดเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ดื่มขณะการแข่งขัน แล้วนำมากองไว้ใต้ต้นไม้ดังกล่าวจุดที่เจ้าหน้าที่เข้าไปนั่ง ทำให้ไม่มีใครสงสัย

ทั้งนี้ ก่อนเจ้าหน้าที่ชุดทีมแข่งจะเข้าไปนั่งในจุดนั้น มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างน้อย 2 ชุด ชุดละประมาณ 7-8 นาย เข้าไปนั่งอยู่ในจุดนั้นมาแล้ว แต่ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแต่อย่างใด กระทั่งทีมแข่งไปนั่งคนร้ายจึงกดชนวนระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตถึง 4 นาย ทั้งที่อยู่ในชุดเตรียมแข่ง เบื้องต้นเชื่อว่าคนร้ายฝังระเบิดไว้ แล้วนำขวดเครื่องดื่มชูกกำลังมาวางทับเพื่อตบตา อย่างไรก็ตาม แนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ไว้หลายประเด็นและหลายมิติ

พล.ต.ต.พิเชษฐ์กล่าวอีกว่า ในมุมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและชาวบ้าน ทำให้ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นมุ่งไปที่คนร้ายเป็นคนนอกพื้นที่ อ.กะพ้อ เนื่องจากในระดับพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้านเป็นไปในลักษณะมีความร่วมมือต่อกันดีเสมอมา อีกทั้งการแข่งขันกีฬาฟุตบอลดำเนินการแข่งขันมาถึงวันที่สาม ก็มีประชาชนมาร่วมเชียร์อย่างคึกคัก ขณะเดียวกัน หากมองในมิติอื่นๆ แล้วประเด็นที่ทีมเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายชนะมาโดยตลอดและครั้งนี้ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามด้วยเช่นกัน เพื่อกำหนดแนวทางการสืบสวนหาตัวคนร้ายต่อไป