ข่าว

ถกอาเซียน"ฮุน เซน"ตีไทยฝ่ายรุกราน

ถกอาเซียน"ฮุน เซน"ตีไทยฝ่ายรุกราน

07 พ.ค. 2554

"ฮุน เซน"ของขึ้น สับไทยรุกราน"มาร์ค"ตอกเขมรตรึงทัพพรึ่บพระวิหารขัดมรดกโลก เหน็บมีแต่ช่วยตอนเดือดร้อน "ปณิธาน" เผยอาเซียนหนุนถกทวิภาคี คาดตั้งโต๊ะเจรจา 8 พ.ค. ขณะที่ฟิลิปินส์เสนอเป็นตัวกลางคุยหยุดยิง ชายแดนเครียดอีก ทหารไทยปักรั้วทางขึ้นตาเมือนธม กัมพูชาขว

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 18 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แม้ประเด็นหลักว่าด้วยเรื่องประชาคมอาเซียน ทว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังคุกรุ่นในเวลากลับได้รับการจับตามองจากผู้นำชาติต่างๆและสื่อมวลชนทุกแขนงว่าทั้งสองฝ่ายจะได้ข้อสรุปอย่างไร เพื่อนำความสงบสันติมาสู่พลเมืองตามแนวชายแดนทั้ง 2 ประเทศ

"ฮุน เซน"สับไทยรุกราน

 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดฉากโจมตีประเทศไทยด้วยวาจาที่แข็งกร้าว ในประเด็นข้อพิพาทบริเวณชายแดน ในวันแรกของการประชุมสุดยอดสมาคมอาเซียน ส่งผลให้บรรดาผู้นำชาติสมาชิกสมาคมอาเซียนตกใจ และสับสนไปตามๆ กัน เมื่อประเด็นที่ไม่ได้อยู่ในกำหนดการถูกหยิบยกขึ้นมาบนโต๊ะเจรจาตั้งแต่วันแรกของการประชุมสุดยอด ซึ่งกำหนดไว้ 2 วัน
 ทันทีที่การประชุมสุดยอดที่มีเป้าหมายไปที่เรื่องการค้าและเศรษฐกิจกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงว่าจะถูกเบี่ยงประเด็น เพราะปัญหาขัดแย้งบริเวณชายแดน และการปะทะกันทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน และประชาชนอีก 8.5 หมื่นคน ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศอาเซียนคนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยนาม ระบุว่า ผู้นำกัมพูชาแสดงวาจาที่แข็งกร้าว ตอนที่ยกประเด็นพิพาทขึ้นมาในช่วงการประชุมภายในของอาเซียน ซึ่งไม่ได้อยู่ในวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้นำชาติอื่นๆ

"มาร์ค"เหน็บมีแต่เคยช่วย

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง และโต้แย้งข้อกล่าวหาของผู้นำกัมพูชา ที่ว่าทหารไทยใช้กำลังต่อกัมพูชา ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไทยเคยช่วยเหลือกัมพูชาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมทั้งชี้แจงต่อที่ประชุมอาเซียนว่า ไทยมุ่งมั่นแก้ปัญหาโดยใช้กลไกที่มีอยู่
 หลังจากผู้นำกัมพูชาหยิบยกปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นมากล่าวหาประเทศไทยว่าใช้กำลังรุกราน ทำให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อประชุมอาเซียนว่า 1.ไทยตระหนักถึงความสำคัญของอาเซียน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากประเทศที่เป็นสมาชิกมีความขัดแย้ง โดยนายกรัฐมนตรีได้มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา โดยใช้กลไกต่างๆ ที่มีอยู่ในระดับทวิภาคี แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ผลความขัดแย้งระดับทวิภาคีมีผลกระทบต่ออาเซียน 2.ยืนยันต่อชาติสมาชิกว่า ไทยไม่มีนโยบายรุกรานใคร และไม่ได้ก่อปัญหานี้

งงทหารเขมรตรึงมรดกโลก

 3.นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ความเป็นมาเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งมีมานานในส่วนของปราสาทพระวิหาร เมื่อศาลโลกตัดสิน ไทยได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่และปฏิบัติตามข้อตกลง และมีกลไกขึ้นมารองรับ รวมถึงเอ็มโอยู 4.ช่วงสถานการณ์ไม่มีปัญหา ไทยมีส่วนสร้างชาติกัมพูชา และช่วยเหลือด้านการพัฒนาให้กัมพูชา แสดงให้เห็นว่า ไทยมีความตั้งใจดีอย่างต่อเนื่อง แม้มีปัญหาแนวชายแดน 5.กัมพูชาพยายามยกปัญหานี้เข้าสู่ปัญหาสากล เช่น ความพยายามนำปัญหาไปยังสหประชาชาติและศาลโลก เรื่องนี้สมาชิกอาเซียนให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า ปัญหานี้ควรอยู่ในระดับใช้กลไกทวิภาคี และอาเซียน โดยให้อาเซียนเป็นฝ่ายอำนวยความสะดวกในการประสานงาน
 6.เมื่อเกิดปัญหาไทยยินดีให้กัมพูชาใช้กลไกที่มีอยู่ ทั้งจีบีซีและอาร์บีซี และพร้อมที่จะพูดคุยถ้ากัมพูชาพร้อม ภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ยินดี และ7.เรื่องการส่งผู้สังเกตการณ์ก็ได้แจ้งให้สมาชิกอาเซียนดำเนินการตามเจตนารมณ์ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านร่างหลักการและให้กระทรวงการต่างประเทศประสานงาน และชี้แจงให้ข้อมูลเรื่องนี้ต่อสมาชิกอาเซียนว่า ในเรื่องการส่งผู้สังเกตการณ์นั้น ไทยมีความกังวล 2 เรื่อง ข้อแรกคือ กังวลเกี่ยวกับทหารของกัมพูชาที่อยู่บริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งขัดต่อข้อตกลงของคณะกรรมการมรดกโลกและประชาชนในพื้นที่ที่อาจจะทำให้เกิดความซับซ้อนในการเข้าไปของผู้สังเกตการณ์ ดังนั้นต้องแก้ปัญหานี้

ย้ำไทยพร้อมถกทวิภาคี

 นายปณิธาน กล่าวอีกว่า นายอภิสิทธิ์ย้ำต่อที่ประชุมว่า ไทยมีเจตนาดีในการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้น มีความพยายามและยินดีที่จะพูดคุยกับกัมพูชา ถ้าฝ่ายกัมพูชาพร้อม และอาเซียนเห็นสอดคล้องกัน ซึ่งการแก้ปัญหาจะเป็นไปในประเด็นกว้างๆ ว่าจะยึดมั่นในหลักการสันติไม่ใช้กำลัง และต้องการให้อยู่ในกรอบข้อตกลงของอาเซียน และหวังว่าจะมีการพูดคุยกันในระดับทวิภาคี
 "นายกรัฐมนตรีใช้เวลาไม่มากนักในการชี้แจง เพราะไม่อยากใช้เวลาของอาเซียน เพราะเมื่อช่วงเช้าได้มีการประชุมเรื่องสำคัญทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและกลไกอาเซียน ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป การปรับปรุงกลไกภายใน ความร่วมมือรูปแบบใหม่ๆ หลายเรื่อง รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก การเชื่อมโยงประชาคมส่วนสังคม เยาวชน นอกจากนี้ประธานอาเซียน (นายมาร์ตี นาตาเลกาวา) ยังมีเวลาอีก 1-2 วัน ในการรับฟังข้อมูล และถ้าบรรยากาศโดยรวมดี และมีการพูดคุยกับกัมพูชาอีก สถานการณ์น่าจะคลี่คลายขึ้น" นายปณิธานกล่าว
 ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า การหารือ 3 ฝ่าย คือไทย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ถ้าสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ไทยก็ไม่มีปัญหา เพราะได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้ เราไม่ต้องการให้ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อภาพรวมของอาเซียน และการก้าวไปสู่การสร้างประชาคมอาเซียน
 "ไทยต้องการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ขณะเดียวกันต้องแน่ใจว่าจะไม่มีฝ่ายใดต้องการให้นานาชาติเข้ามายุ่งเกี่ยว และสร้างปัญหานี้ให้มากขึ้นไปอีก ยืนยันว่าไทยเปิดเสมอสำหรับการเจรจาทวิภาคี หรือจะมีอินโดนีเซียเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในฐานะประธานอาเซียน" นายอภิสิทธิ์กล่าว

กัมพูชาไม่ถอนทัพพระวิหาร

 นายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ว่า กัมพูชาทำทุกวิถีทางที่อาจช่วยแก้ปัญหาขัดแย้ง แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของฝ่ายไทย ที่ให้ถอนทหารออกจากปราสาทพระวิหาร และสมเด็จฮุน เซน ได้เรียกร้องให้อาเซียนช่วยเข้ามาแก้ปัญหาโดยสันติวิธี เคยบอกแล้วว่ากัมพูชาจะไม่ยอมถอนทหารออกจากดินแดนของตัวเอง และการนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไข ไทยเองก็รู้ดีว่ากัมพูชาไม่มีทางยอมรับ
 นายริคกี้ คารันดัง โฆษกของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เร้าใจเกินกว่าที่ผู้ร่วมการประชุมจะคาดคิด ทุกคนพากันประหลาดใจที่กัมพูชายกประเด็นนี้ขึ้นมาแย่งเวลาการประชุมไป คิดว่าคงเป็นแค่หนทางที่ผู้นำกัมพูชาจะพูดเรื่องนี้
 นายมาร์ตี นาตาเลกาวา กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาตกลงที่จะอนุญาตให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์เพื่อไปยังชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อช่วยป้องกันการปะทะกันทางทหาร ทั้งนี้อาเซียนมีความพยายามที่จะเป็นสื่อกลาง ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งรายงานให้สองฝ่ายได้ทำข้อตกลงของการอ้างอิงสำหรับทีมผู้สังเกตการณ์ ทีมงานผู้สังเกตการณ์ชาวอินโดนีเซีย ที่เราได้รับการพูดถึงเป็นเวลาหลายสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะได้ข้อสรุปทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อเสนอนี้ แต่ยังไม่สรุปอย่างเป็นทางการ รวมถึงวิธีการสังเกตการณ์ของอินโดนีเซีย ซึ่งจะลงพื้นที่เฉพาะตามแนวชายแดนที่ 2 ประเทศกำหนด

เผยฟิลิปปินส์เสนอร่วมคุยหยุดยิง

 ภายหลังการหารือทวิภาคีระหว่างนายอภิสิทธิ์กับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์นั้น นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์กระบุว่า ไทยยินดีต้อนรับการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการของฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคมนี้ และเห็นชอบร่วมกันส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน เช่น ภาคการก่อสร้าง และพร้อมสนับสนุนให้ฟิลิปปินส์ตั้งสำนักงานภูมิภาคสิทธิมนุษยชน
 นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ได้หยิบยกปัญหาไทย-กัมพูชาขึ้นมาหารือ โดยขอให้ฟิลิปปินส์ช่วยโน้มน้าวให้กัมพูชา แก้ไขปัญหาด้วยการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาระดับทวิภาคี โดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ยินดีให้การสนับสนุนไทยในเรื่องนี้
 รายงานอ้างว่า ฟิลิปปินส์เสนอตัวเข้ามามีบทบาทในการสังเกตการณ์ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองชาติ ส่วนลาวและสิงคโปร์สนับสนุนให้สองฝ่ายอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุดระหว่างหาข้อยุติความขัดแย้ง ขณะที่มาเลเซียเรียกร้องให้จัดทำโรดแม็พไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งภายใต้กรอบของอาเซียน

ร้องเปิดทางผู้สังเกตการอินโดฯ

 เว็บไซต์เอเคพี ของรัฐบาลกัมพูชา เผยแพร่เนื้อหาสุนทรพจน์ที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งมีความยาวเกือบ 6 หน้ากระดาษ ใจความส่วนหนึ่งระบุว่า ความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของอาเซียน จะตกอยู่ในความเสี่ยงหากข้อตกลงหยุดยิงไม่บรรลุผลในทางปฏิบัติตามแผนที่วางไว้
 ผู้นำกัมพูชากล่าวว่า การสู้รบของทหารสองฝ่ายหลายครั้ง ตามชายแดนไทย-กัมพูชา อาจไม่เพียงกระทบสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค แต่ยังจะกลายเป็นสิ่งท้าทายร้ายแรงสำหรับอาเซียนในการมุ่งสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2015 พร้อมระบุว่า ไทยไม่เต็มใจยอมรับผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซีย และไม่เคยมีความตั้งใจยุติข้อพิพาทชายแดน โดยยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศและสันติวิธี
 สมเด็จฮุน เซน เรียกร้องผู้นำอาเซียนให้การสนับสนุน และผลักดันมาตรการที่จำเป็น ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ และยอมรับผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซีย เพื่อสังเกตการณ์การหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อครั้งประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเดือนกุมภาพันธ์ 2554 และตามข้อเรียกร้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

อ้างสมาชิกอาเซียนเห็นใจ

 เว็บไซต์เดียวกันนี้ยังอ้างความเห็นเจ้าหน้าที่อาเซียนคนหนึ่ง ที่เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนในกรุงจาการ์ตาว่า สมาชิกอาเซียนสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาหาข้อยุติกรณีพิพาทชายแดนอย่างสันติ และแสดงความเห็นอกเห็นใจประเทศทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นใจกัมพูชา ที่สนับสนุนการหาหนทางสันติยุติข้อขัดแย้งมากกว่า

หวิดปะทะรอบใหม่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แหล่งข่าวสายทหารรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 พฤษภาคม ขณะที่ทหารไทยสร้างรั้วไม้กั้นทางขึ้นปราสาทตาเมือนธม พ.อ.เนี้ย วงศ์ ผู้บังคับกองร้อยทหารชายแดนที่ 402 ภูมิภาคทหารที่ 4 สั่งการให้ลูกน้องระดับผู้บังคับหมวดทหารกัมพูชา และกำลังทหารจำนวนหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือ เข้ามาขัดขวางทหารไทยไม่ให้สร้างรั้วกั้น ส่วนที่ทำไปแล้วให้รื้อออก ส่งผลให้บรรยากาศตึงเครียดทันที
 จากนั้นทหารกัมพูชาเตรียมพร้อมในท่ายิง ทหารไทยระดับผู้บังคับหมวดจึงกระโดดเข้าไปล็อกตัวนายทหารระดับผู้บังคับหมวดของกัมพูชา เพื่อเป็นโล่ป้องกันไม่ให้ยิง ก่อนที่ทหารไทยจะล่าถอยออกมายังพื้นที่ปลอดภัย และปล่อยตัวนายทหารกัมพูชา ต่อมาทหารไทยได้รับคำสั่งให้รื้อถอนรั้วดังกล่าว เพื่อลดความตึงเครียดและเลี่ยงปัญหาการปะทะกัน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้สร้างบังเกอร์ห่างจากปราสาทตาเมือนธมเพียงไม่กี่เมตร

สะพัดกัมพูชาเสริมทหาร

 ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สถานการณ์บริเวณปราสาทตาเมือนธมถือว่ายังตึงเครียด ทหารไทยยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด อีกทั้งได้แจ้งเตือนชาวบ้านหนองคันนาสามัคคีไม่ให้ออกไปทำสวนยางพารา และไร่มันสำปะลังในระยะนี้ เพราะหากเกิดเหตุรุนแรงอาจได้รับอันตรายจากกระสุนของทหารกัมพูชา เนื่องจากทหารกัมพูชามีความเคลื่อนไหวกำลังพลในรอบใหม่
 นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ทหารชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด กองทัพภาคที่ 2 ได้เก็บกู้และเศษชิ้นส่วนลูกระเบิดหัวจรวดชนิดบีเอ็ม 21 กว่า 100 ลูก ที่ทหารกัมพูชายิงมาตกใส่หมู่บ้านในพื้นที่ ต.บักได และ ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก ในช่วงปะทะกัน โดยเก็บมากองไว้ที่โรงเรียนบ้านรุณ หมู่ 1 ต.บักได อ.พนมดงรัก ถือเป็นหลักฐานที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามาในเขตบ้านเรือนประชาชนจนได้รับความเสียหาย และมีประชาชนเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก