ข่าว

เบรกเรือด่วนเจ้าพระยา-แสนแสบขึ้นราคา

เบรกเรือด่วนเจ้าพระยา-แสนแสบขึ้นราคา

07 พ.ค. 2554

กรมเจ้าท่าเบรกเรือด่วนเจ้าพระยา-แสนแสบขึ้นค่าโดยสาร นัดเคาะอีกรอบ 26 พ.ค.นี้ ด้าน กบง.หยุดชดเชยราคาดีเซล พร้อมเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 33.55 สตางค์ต่อลิตร นายกฯ ไฟเขียวขึ้นราคาปุ๋ยตามต้นทุนแท้จริง

การหารือร่วมกันระหว่างกรมเจ้าท่ากับผู้ประกอบการเรือโดยสาร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถหาข้อสรุปในเรื่องการขอปรับขึ้นค่าโดยสารได้ โดยกรมเจ้าท่าได้ขอให้ชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารไปก่อน เพราะรัฐบาลอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.99 บาท

 นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า การหารือได้ยึดหลักการเดิมคือหากต้นทุนเพิ่มขึ้น ก็ต้องให้ปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อความเป็นธรรม เพราะหากผู้ประกอบการลดต้นทุนอาจมีการลดเที่ยววิ่ง จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ในการพิจารณาจะให้ผู้โดยสารได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และผู้ประกอบการอยู่ได้ด้วย ซึ่งคาดว่าในการหารือวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ จะสามารถหาข้อยุติได้

 "ที่ผ่านมาผู้ประกอบการเรือโดยสาร ได้ยื่นเรื่องขอปรับขึ้นค่าเรือโดยสารมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 โดยเสนอให้ปรับขึ้นค่าเรือด่วนเจ้าพระยา และเรือคลองแสนแสบ ระยะละ 1 บาท เรือข้ามฟาก 50 สตางค์ แต่เราขอชะลอไว้ก่อน หากอนุมัติปรับขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนจากเดิมค่าโดยสาร 9, 11, 13 บาท เป็น 10, 12, 14 บาท เรือด่วนพิเศษธงส้ม จากเดิม 14 บาทต่อคนตลอดสาย เป็น 15 บาทต่อคนตลอดสาย เรือด่วนพิเศษธงเหลือง ค่าโดยสาร 19, 28 บาทต่อคนต่อเที่ยว เพิ่มเป็น 20, 29 บาทต่อคนต่อเที่ยว เรือด่วนพิเศษธงเขียว ค่าโดยสาร 12, 19, 31 บาท เป็น 13, 20, 32 บาท" นายถวัลย์รัฐระบุ

 น.ท.ปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด  กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับกรมเจ้าท่าพบว่า ยังมีตัวเลขต้นทุนบางส่วนของผู้ประกอบการและกรมเจ้าท่าไม่ตรงกัน เช่น ค่าบำรุงรักษา ซึ่งจากนี้จนถึงวันที่ 23 พฤษภาคม จะหาข้อยุติให้ตรงกันก่อนที่จะนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้

 "บริษัทเรือด่วนฯ ได้ทำหนังสือขอระงับการให้บริการสำหรับเรือธรรมดาที่จอดทุกท่ารวม 35 แห่ง เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน โดยได้ส่งหนังสือถึงกรม ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่เมื่อกรมมีความชัดเจนในการพิจารณาค่าเรือโดยสาร ก็คงจะให้บริการเรือโดยสารดังกล่าวต่อไป" อุปนายกสมาคมเรือไทยระบุ

 ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่าที่ประชุม กบง.มีมติให้ยกเลิกการชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ปัจจุบันชดเชยอยู่ 16 สตางค์ต่อลิตร และเห็นชอบให้เก็บเงินจากน้ำมันดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มอีก 33.55 สตางค์ต่อลิตร ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันวันละ 18.72 ล้านบาท โดยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ระดับ 29.99 บาทต่อลิตร 

 ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ เพื่อหารือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาปุ๋ยราคาแพงว่า ที่ประชุมมีมติให้คณะอนุกรรมการปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์ ปรับเพิ่มราคาปุ๋ยในราคาแนะนำตามช่วงราคาของแต่ละสูตรปุ๋ย ขณะที่รัฐบาลจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับการปรับเพิ่มราคาของปุ๋ยดังกล่าวผ่านโครงการปุ๋ยลดต้นทุน ซึ่งได้มีการศึกษาแล้วพบว่ามีปุ๋ย 6 สูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ หากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการชดเชยราคาปุ๋ยในอัตรา 1.5 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 1,500 บาทต่อตัน

 “ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทราบอยู่แล้วว่าความต้องการใช้ปริมาณปุ๋ยมีเท่าไร ซึ่งรัฐบาลจะชดเชยค่าปุ๋ยอัตรา 1.5 บาทต่อกิโลกรัม วงเงินที่ใช้จะอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท ส่วนวิธีการและรายละเอียดกระทรวงการคลัง และ ธ.ก.ส.ชี้แจงต่อไป ซึ่งตรงนี้ถือเป็นมติ ครม.และคาดภายใน 3-4 เดือนจากนี้จะมีการใช้ปุ๋ยไม่เกิน 2.3 ล้านตัน” นายอภิสิทธิ์กล่าว

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม.นัดพิเศษเห็นชอบโครงการปุ๋ยลดต้นทุนฯ เพื่อลดภาระค่าปุ๋ยและต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรในโครงการประกันรายได้ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ 69 ล้านไร่ที่จะเริ่มการผลิตในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถไปติดต่อขอรับใบสั่งซื้อปุ๋ยจาก ธ.ก.ส. โดยคิดดอกเบี้ย 7% ต่อปี