
'เครียดนัก'จัดไปสไตล์ รมว.หญิง
รั้งตำแหน่ง "นักการเมืองหญิงแกร่ง" ของเมืองไทยไปแล้ว สำหรับ "วา" พรทิวา นาคาศัย ที่นอกจากจะนั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ยังควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนับเป็น "เจ้ากระทรวงหญิงคนแรก" ของกระทรวงการค้าอีกด้วย แรกทีเดียวอาจจะดูหน้าใหม่สำหร
"คม ชัด ลึก" ได้มีโอกาสพูดคุยกับรัฐมนตรีหญิงท่านนี้ ในบรรยากาศที่ค่อนข้างอึกทึกกับเสียงกลองและกองเชียร์ฟุตบอล ที่เจ้าตัวใช้เวลาว่างที่มีอยู่น้อยนิดพาลูกสาว "เบอร์ดี้" ณิชาบูล และลูกชาย "โบกี้" ณ ภัทร มาร่วมเป็นกำลังใจให้ทีม "นกใหญ่พิฆาต ชัยนาทเอฟที" ที่นำทีมโดยคุณพ่อบ้าน อนุชา นาคาศัย เป็นครั้งแรก เรียกว่าเป็นการเปิดใจกันข้างสนามฟุตบอล ณ เมืองนก (หุ่นฟาง) ใหญ่ เลยทีเดียว
เข้ามาดำรงตำแหน่ง หลายคนตั้งข้อสงสัยเป็นใครมาจากไหน สามารถหรือไม่ รู้สึกอย่างไร ณ ขณะนั้น
ตอนแรกที่เข้ามา ก็เข้าใจได้ว่า การเป็นรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมาเหมือนกับวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องเป็นคนเก่า เป็นคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองมานาน เป็นแล้วเป็นอีก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสังคมไทยเรายึดแบบนั้น และเคยชินแบบนั้น พอเรามาเป็นรัฐมนตรีใหม่เข้ามา อาจจะทำให้หลายคนคิดว่าจะทำได้หรือ แต่เท่าที่ฟังดู บางส่วนเห็นว่าเป็นโอกาสดีในการสร้างบุคลากรใหม่ๆ ขึ้นมา ถ้าเป็นดาราก็เหมือนกับการสร้างดาราหน้าใหม่เข้ามาประดับวงการ ก็โอเค
และด้วยเหตุประจวบเหมาะหลายอย่าง ที่ตัวนักการเมืองรุ่นใหญ่ติดโทษแบนหมด คนอาจจะมองด้านลบ แต่ถ้าเรามองด้านบวกก็เหมือนกับการสร้างดาราใหม่เข้ามา ในความรู้สึกตอนนั้นคิดว่าก็ดี หลายคนก็ให้โอกาสเหมือนกัน โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างภาคเอกชน เช่น เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ก็ยังว่าดี ลองให้โอกาสทำงานดู จนมาปัจจุบัน รู้สึกว่าคนก็ยอมรับขึ้น แฟนคลับก็มี มีคนไปไหนก็ให้กำลังใจ แม้แต่บางที่ที่มองว่าแรงหรือเปล่า แต่คนก็ให้กำลังใจ
พูดถึงผลงานที่ท่านภูมิใจ
จริงๆ ความรับผิดชอบหลังแบ่งงานแล้ว ตัวเองดูแลกรมส่งเสริมการส่งออก กรมการค้าภายใน และกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งเราคิดว่า 2 ปีกว่าที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรที่เป็นที่น่าประทับใจ เช่น ด้านการส่งออกงานที่ทำถือว่าประสบความสำเร็จดี เพราะต้องยอมรับว่า ตอนนั้นที่เข้ามาเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ทุกอย่างมันเป็นลบไปหมด และความคาดหวังของสังคมก็คิดว่าจะไปไหวหรือ แต่ปรากฏว่าในส่วนของภาคเอกชนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เขาก็ชมนะ เขาได้ให้กำลังใจและช่วยสนับสนุนในงานที่เราทำ
โดยการส่งออกต้องยอมรับว่าเป็นฝีมือของภาคเอกชน แต่เราก็เสริมเติมต่อยอดในส่วนที่ภาครัฐควรสนับสนุน ในส่วนที่เอกชนต้องอาศัยภาครัฐ ซึ่งก็ถือว่าเราทำให้เต็มที่ มีเปลี่ยนแนวทางการทำงานของกรมบ้าง ซึ่งก็เยอะเหมือนกันที่ต้องทำให้ใกล้ชิดกับเอกชน ฟังเอกชนให้มากขึ้น หรือแม้แต่งานซีอาร์เอ็ม (คัสโตเมอร์ รีเรชั่น แมเนชเมนท์) ที่เราทำให้ ซึ่งภาคเอกชนชอบมาก เพราะเพิ่มยอดขายได้จริงๆ คืองานส่งออกเหมือนเป็นงานบริการ เพราะฉะนั้นการบริการหลังการขายจึงสำคัญที่สุด
แล้วแบ่งเวลาส่วนตัวและครอบครัวอย่างไร
ก่อนเป็นรัฐมนตรีมีเวลาส่วนตัวและอยู่กับครอบครัว ออกกำลังกายเข้าฟิตเนส 2 ชั่วโมง และเล่นกอล์ฟบ้าง แต่พอมาเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลย เพราะเวลาไม่มี และที่ไปออกตรวจงาน หรือไปงานต่างประเทศ ก็ถือว่าทำงานร่วมกับการพักไปในตัวบ้าง แต่อย่างเวลาหยุดจริงๆ 3 วัน 5 วันเพื่อไปกับครอบครัวไม่มีเลยตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
ยกเว้นจะแว้บๆ มาเหมือนกับวันนี้ หรือบางครั้งที่ไปงานต่างประเทศ อย่างที่เคยพาลูกไป จังหวะที่เขาหยุดพอดี เราก็จะซื้อตั๋วไปให้ด้วยและให้เขาเที่ยวเอง และจะมาเจอกันในช่วงกลางคืน ก็จะใช้เวลาช่วงนั้น แต่ก็ไม่ได้ไปบ่อยนัก เพราะเขาก็ติดเรียน และหยุดไม่ตรงกัน เวลาส่วนตัวกลายเป็นเวลางานไปหมด ซึ่งก็ถือว่าเราแฮปปี้ ฟิตเนสไม่มีเลย นวดหน้านวดตัวก็ไม่ทำอยู่แล้ว ไม่เคยทำเท่าไร เป็น 10 ปีมาแล้วไม่ได้ทำ
ข่าวว่าท่านลดความอ้วน
ก่อนหน้านี้น้ำหนักเยอะมาก ก็ไม่ได้ถึงกับเรียกว่าลดความอ้วนหรอก มีคนบอกว่าอ้วนและไม่ได้ออกกำลังกาย การเผาผลาญมันน้อย เราก็รู้สึกว่าอึดอัดเหมือนกัน แต่ก่อนอภิปรายได้ 2 อาทิตย์ รู้สึกว่าตัวเองท้องไส้ไม่ค่อยดีเลยกินน้อย ไม่เคยโดนอภิปรายก็เลยรู้สึกแปลกๆ ทำให้น้ำหนักลดลงไปโดยปริยาย เพราะว่าทานน้อยลง หายไป 5 กิโล แต่อนนี้กลับมา 2 กิโลแล้ว เหลืออีก 3 ก็จะพยายามให้อยู่ประมาณนี้ ไม่อึดอัด แต่ไม่ออกกำลังกายเลยตอนนี้
ปรับตัวการใช้ชีวิตอย่างไร
ไม่ได้ปรับตัวอะไรมากนัก เพราะเดิมทีทำงานด้านบริหารมาอยู่แล้ว ช่วยงานธุรกิจด้านเรียลเอสเตทของทางบ้าน แต่พอเข้ามาทำการเมืองก็หยุดไป ที่บ้านก็ดูแลกันต่อไป ตัวเองก็มาทำงานนี้เต็มที่ ก็ไม่ได้มีความแตกต่าง เป็น รมว.ก็ทำงานเหมือนกัน ก็ไม่ถึงกับแตกต่าง ใช้ระบบการเป็นผู้บริหาร ซึ่งราชการเขาก็มีเป็นระบบอยู่แล้ว เรียนรู้ไม่ยาก
อันไหนเครียดมากกว่ากัน และใช้วิธีคลายเครียดอย่างไร
เหมือนกับการบริหารรัฐกิจ กับการบริหารสาธารณะ หากเป็นงานภาครัฐ ความแตกต่างอยู่ที่การดูแลประชาชน ส่วนเอกชนก็คือต้องทำผลประกอบการให้ได้ดี เป้าหมายก็แตกต่างกัน แต่การบริหารไม่แตกต่าง ถือว่าเป็นผู้บริหารก็ต้องนำมาใช้ให้ลงตัวทุกส่วน ส่วนเรื่องเครียด คุยตรงๆ เลยว่า
ตั้งแต่ทำงานมา 2 ปีกว่า เครียดช่วงนี้ เพราะว่าเกี่ยวกับการดูแลราคาสินค้า กระทบกับประชาชนจำนวนมาก เรากังวลว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อนมาก และจะทำอย่างไรที่จะให้ดูแลกลุ่มทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเอกชนให้สมดุลกัน เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราพยายามสื่อไปให้เข้าใจว่ามันเป็นทิศทางของเศรษฐกิจโลกที่เป็นอย่างนั้นให้เข้าใจ การจะปรับราคาอะไรก็ตาม ก็ต้องสื่อกันออกไป ค่อนข้างหนักใจ เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ก็จะเครียดเรื่องนี้มาก
เวลาคลายเครียดจริงๆ ก็นิ่งๆ ไปเลย แล้วนั่งดูจิต เหมือนกับการทำสมาธิ แต่การดูจิตคือการนิ่งเข้าไปข้างใน เราเรียกว่าดูจิต กำหนดเข้าไปตรงลิ้นปี่ และแผ่เมตตาให้กับทุกๆ คน และใช้ตรงนั้นเป็นตัวทำให้หายเครียด เวลาไม่สบาย หรือร่างกายไม่สบายก็จะทำแบบนี้ คือดึงร่างกายกับจิตใจออกมา เจ็บก็เจ็บกาย แต่พยายามแยกให้ออก ซึ่งจะใช้เวลาไม่นาน เพราะเคยปฏิบัติมาแล้ว พอโล่งๆ สบาย ก็โอเค เป็นคนกินอิ่มนอนหลับอยู่แล้ว
ทุกข์หนักที่สุด และสุขหนักที่สุด
ยังไม่มีอะไรที่สุด ไม่อยากให้เรียกว่าทุกข์ที่สุดหรือสุขที่สุด เป็นช่วงนั้นๆ มากกว่า ไปเรื่อยๆ สายกลาง ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินชีวิต พยายามที่จะอยู่กลางๆ ไม่ไปมากๆ ข้างใดข้างหนึ่ง
ชอบแต่งตัวแบบไหน
ชอบแต่งตัวง่ายๆ สบายๆ จะเห็นได้ว่าชอบใส่กางเกง จนบางคนถามว่าขาไม่สวยหรอ ซึ่งปกติก็ใส่กางเกงยีน เสื้อยืดบ้าง สบายๆ พอมาเป็น รมว.บางที่ก็ต้องเรียบร้อยหน่อย ถ้าไปงานด้วยจำเป็นก็ต้องใช้ชุดราตรี ชุดกระโปรง
มาเชียร์ฟุตบอลบ้างไหม
มาครั้งนี้เป็นครั้งแรก และรู้สึกสนุกดี ซึ่งเราไม่ได้ช่วยอะไรมาก โดยภาระ รมว.ก็เห็นว่างานเรามาก เราทำงาน รมว. และดูแลลูกบ้าง ปกติก็ไม่ได้ดูแล แต่อาจจะดูบอลโลกบ้าง ซึ่งไม่มีเวลา เรายุ่งเรื่องของงานก็เยอะแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสอย่างวันนี้เป็นวันหยุดก็จะมีโอกาสได้มา
หลังเลือกตั้ง จะกลับมาหรือไม่
เอาให้ได้เลือกตั้งก่อน เป็นส.ส.ก่อน ส่วนอันไหน ก็ว่ากันอีกที แต่ก็ไม่ได้ท้อถอยอะไรนะ ซึ่งเราก็โอเค เราเป็นนักการเมืองก็อยากให้มีการเลือกตั้ง ตามกระแสข่าวก็พูดกันไปเรื่อยๆ
เสียงเชียร์ฟุตบอลยังคงดังอึกทึกทั่วสนาม พลันสิ้นคำถามสุดท้าย รัฐมนตรีหญิงที่ใครๆ ยกให้เป็น "หญิงแกร่งของเมืองไทย" ก็เอ่ยคำลาแล้วขอปลีกตัวไปนั่งเชียร์ทีมโปรดกับครอบครัวให้สบายใจ...



