ข่าว

จับชีพจร"บึงกาฬ"รอวันเติบโตแหล่งปลูกยางอีสาน-เชื่อมค้า"ลาว-เวียดนาม"

จับชีพจร"บึงกาฬ"รอวันเติบโตแหล่งปลูกยางอีสาน-เชื่อมค้า"ลาว-เวียดนาม"

07 พ.ค. 2554

การจัดตั้ง จ.บึงกาฬ ที่มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2554 อาจกล่าวได้ว่า สิ่งนี้กำลังจะเป็นจุดเปลี่ยนของความท้าทายที่สำคัญในเชิงเศรษฐกิจให้จังหวัดที่แยกตัวออกมาจาก จ.หนองคาย ศักยภาพของ "บึงกาฬ" หากพิจารณาจากที่ตั้งของตัวจังหวัด อันได้แก่ อ

 ลักษณะทางกายภาพคือ ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแนวพรมแดน ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ จ.นครพนม ทิศใต้ ติดต่อกับ จ.สกลนคร และทิศตะวันตก ติดต่อกับนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ จ.หนองคาย นอกจากปัจจัยในเรื่องของที่ตั้งที่สามารถเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านได้แล้ว ความโดดเด่นในเรื่องของการเป็นแหล่งปลูกยางพาราก็นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

 ทั้งนี้ ข้อมูลของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จ.หนองคาย ในรอบปี 2553 ที่ผ่านมา พบว่า จ.หนองคายมีพื้นที่ปลูกยางพารา รวม 795,456.55 ไร่ มีเกษตรกรปลูกยางพารา 71,486 ราย สามารถเปิดกรีดได้แล้ว 239,326.10 ไร่ ส่วนอำเภอที่มีการปลูกยางพารามากที่สุด คือ อ.บึงกาฬ (ในขณะนั้น) เนื้อที่ 178,881.50 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 45,053.60 ไร่ มีเกษตรกรปลูกยางพารา 15,562 ราย รองลงมาคือ  อ.ปากคาด เนื้อที่ 118,022.35 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 79,520 ไร่ มีเกษตรกร 4,523 ราย และอ.โซ่พิสัย เนื้อที่ 98,636.40 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 19,424.55 ไร่ มีเกษตรกรปลูกยาง 9,017 ราย 

 "จุดเด่นของ จ.บึงกาฬ อยู่ที่การเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ 8 อำเภอที่แยกออกไปเป็นจังหวัดใหม่ทำการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกยางพารา มีพื้นที่ทางการเกษตรหลายแสนไร่ และเป็นเขตที่มีสวนยางพารามากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผมเชื่อว่าปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจบึงกาฬดี คือมีพื้นที่อยู่ตรงข้ามกับแขวงบอลิคำไซ ส.ป.ป.ลาว ซึ่งในอนาคตก็จะมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่บึงกาฬ ข้ามไปยังแขวงบอลิคำไซ ส.ป.ป.ลาว เชื่อมถนนสายหลัก ไปสู่เวียดนาม" นายคมสัน เอกชัย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายแสดงความเห็น

 ส่วนภาคการผลิตยางพาราแล้ว ยางพาราจากแหล่งปลูกหนองคาย (รวมบึงกาฬ) มีผลผลิตออกสู่ตลาดสัดส่วน 1 ใน 3 ของทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นทุกปี นี่คือทิศทางที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจของจังหวัด

 "ทางจังหวัดวางเป้าหมายที่จะให้บึงกาฬ เป็นศูนย์กลางของยางพาราอีสาน เพราะที่นี่คือแหล่งปลูกยางพาราที่โดดเด่นมียางพาราที่ให้ผลผลิตแล้วเป็นจำนวนมาก" นายสมพงษ์ อรุณโรจน์ปัญญา รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬระบุ

 ขณะเดียวกัน ด้วยการที่ตั้งอยู่ในจุดที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งในแง่ของการที่จะมาขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ จ.บึงกาฬสามารถที่จะเชื่อมโยงกันได้ กับแขวงบอลิคำไซ ส.ป.ป.ลาว ทั้งยังสามารถเชื่อมถนนสายหลักไปสู่ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าที่น่าสนใจ ดังนั้น จึงมีโอกาสจะร่วมทุนกันได้ ระหว่างไทยกับลาวเพื่อพัฒนาการค้าชายแดนไปสู่ประเทศเวียดนาม

 นายประเสริฐ วิทยาภัทร์ ประธานหอการค้าจังหวัดหนองคาย ให้ทัศนะว่า นอกจาก จ.บึงกาฬ จะมีศักยภาพจากภาคการเกษตรที่เป็นฐานในการผลิตยางพาราแล้ว ยังเห็นว่า จ.บึงกาฬควรจะหันมาให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวด้วย เพราะเชื่อว่าเมื่อรวมพื้นที่ทั้งหมดเข้าเป็นตัวจังหวัดแล้ว ความโดดด่นในเชิงแหล่งท่องเที่ยวจะเริ่มเด่นชัดมากขึ้น ที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของ จ.หนองคาย ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดกว่า 200 กิโลเมตร ย่อมเป็นอุปสรรคอยู่บ้างต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว

 ส่วนทางด้านการค้าชายแดนนั้น การสร้างสะพานแม่น้ำข้ามโขงแห่งที่ 5 เพื่อข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ส.ป.ป.ลาวและเวียดนาม ก็จะเป็นส่วนในการช่วยเรื่องของการส่งเสริมด้านการค้าชายแดน ให้เกิดความสะดวกและเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง สำหรับการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 ที่ จ.บึงกาฬ ที่ดำเนินการโดยกรมทางหลวง โครงการนี้จะใช้งบประมาณกว่า 1,500 ล้านบาท สร้างถนน 4 ช่องจราจร ความยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร โดยมีข้อตกลงเรื่องการลงทุนระหว่างประเทศ คือ ไทย 50% ส.ป.ป.ลาว 25% และเวียดนาม 25% 

 "ในด้านการลงทุนภาคอุตสาหกรรม เชื่อว่าน่าจะมีโรงงานแปรรูปและเฟอร์นิเจอร์จากยางพาราเข้ามาก่อตั้งโรงงานเพิ่มขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าพื้นที่บึงกาฬ ปลูกยางเป็นจำนวนมาก ดังนั้นอนาคตการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราน่าจะเติบโตพอสมควร ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานแปรรูปเข้าไปก่อตั้งที่บึงกาฬ จำนวน 2 แห่ง คือ ไทยฮั้ว และศรีตรัง" นายกฤษดา บุตรเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.หนองคาย ระบุ

 นายเจริญลาภ สุเดชะ นายด่านศุลกากรบึงกาฬ ให้ข้อมูลว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านด่านแห่งนี้ยังไม่มากนักหากเทียบกับด่านอื่นๆ แต่ศักยภาพที่สำคัญก็คือมีท่าเรือน้ำลึก และอยู่ใกล้ลาว-เวียดนามมากกว่าด่านอื่น โดยสินค้านำเข้า อันดับหนึ่งของด่านแห่งนี้ คือ ไม้แปรรูป จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนมูลค่าการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึง เดือนมีนาคม อยู่ที่ 128 ล้านบาท 

 ส่วนสินค้าส่งออก ซึ่งมีทั้งที่ส่งไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และผ่านแดนจากลาวเพื่อต่อไปยังเวียดนาม ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่าตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม จำนวน 2,544 ล้านบาท   

 “ปัญหาตอนนี้เป็นเรื่องของการขนส่งที่ล่าช้า เพราะจำนวนเรือและสินค้าไม่เหมาะสมกัน บางครั้งต้องรอนานเป็นวัน หากมีการก่อสร้างสะพาน เชื่อว่าการเติบโตในแง่ของมูลค่าการส่งออก ของบึงกาฬจะขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น ในปี 2552 มูลค่าส่งออกและนำเข้าสินค้า อยู่ประมาณ 5,100 ล้านบาท ส่วนปี 2553 เพิ่มเป็น 5,380 ล้านบาท ซึ่งแต่ละปีเพิ่มประมาณ 5-6% อยู่แล้ว หากมีสะพานข้ามโขงแห่งที่ 5 คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออก-นำเข้าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 10-20% อย่างแน่นอน" นายเจริญลาภกล่าว

 นี่คือภาะทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเด่นชัดมากยิ่งขึ้นกับจังหวัดที่ 77 ในชื่อ "บึงกาฬ"

 ปัญญาพร  สายทอง / นิธิศักดิ์ เศรษฐแสงศรี