
อย่ามองข้าม"ปาร์ตี้ลิสต์"
กระแสการเมืองวุ่นวายจนมีหลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่าจะ "ยุบสภา" ต้นเดือนพฤษภาคม ตามคำพูดของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี จริงหรือไม่
สุดท้าย "นายกฯอภิสิทธิ์" ได้ออกมายืนยันจะแถลงข่าวเรื่องการยุบสภาก่อนเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียในวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคมนี้ พร้อมกับย้ำว่า จะทำตามคำพูดก่อนหน้านี้ คือ จะนำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายร่างกฤษฎีกายุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ส่วนการแถลงข่าวจะใช้เวลาที่เหมาะสม
ขณะที่พรรคการเมืองเริ่มทยอยเปิดตัว เปิดนโยบาย เดินสายตั้งเวทีปราศรัยหาเสียงแนะนำตัวผู้สมัคร ส่วนใหญ่ "พรรคเล็ก" และ "พรรคขนาดกลาง" มีปัญหาเรื่องการคัดเลือกผู้สมัครค่อนข้างน้อย
แต่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ "ประชาธิปัตย์" และ "เพื่อไทย" ยังมีปัญหาเรื่องการคัดเลือกผู้สมัคร โดยเฉพาะส.ส.บัญชีรายชื่อ จะกางบัญชีให้สมาชิกเห็นก่อนวันรับสมัครเพียงวันเดียว เพื่อตัดปัญหาสมาชิก "โวย"
ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยจะมีข่าวปัญหาการคัดเลือกตัวผู้สมัครค่อนข้างมาก เนื่องจากมีแกนนำคนเสื้อแดงแสดงความประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย ทำให้ไปแย่งพื้นที่ผู้สมัครหน้าเก่าจนเป็นข่าวความขัดแย้งใหญ่โต
ขณะที่ "พรรคประชาธิปัตย์" ก็มีปัญหา แต่ด้วยความเป็นพรรคที่มีระเบียบวินัย ทำให้สมาชิกพรรคไม่สามารถโวยวายได้เต็มที่เหมือนกรณีพรรคอื่นๆ และสมาชิกที่ออกมา "ฟ้องสื่อ" หลังไม่ได้ลงส.ส.เขต ส่วนใหญ่มักเป็นส.ส.ในกรุงเทพฯ เพราะอยู่ใกล้กับกระแส สามารถให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนได้ทันที
แรงกระเพื่อมการคัดตัวผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เด่นชัดกว่าทุกครั้ง เนื่องจากใช้วิธี "หักคอ" ไม่แจ้งให้ "เจ้าตัว" รู้ล่วงหน้าโดยไม่อธิบายเหตุผล จนออกมา "ฟ้อง" สื่อจนเป็นข่าวใหญ่ เพื่อแย่งกันเป็นผู้สมัครส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง
การคัดเลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ บางครั้งต้องนำ "หัวคะแนน" ที่เป็นตัวช่วยที่สำคัญมาประกอบเกณฑ์การตัดสิน เช่น กรณีผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ บางเขตที่พื้นที่ทับซ้อนกัน ก็จะนำจำนวน "ส.ก.-ส.ข." ที่ให้การสนับสนุนมาพิจารณาด้วย
แต่เมื่อจับส.ส.อีกคนขึ้นบัญชีรายชื่อก็ต้องเปิดโอกาสให้ "ส.ส." คนดังกล่าวมีสิทธิเลือกลำดับ หรือต้องให้อยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อที่ได้เป็นส.ส.กลับมาด้วยเช่นกัน
"เมื่อมีอำนาจคิดจะทำอะไรก็ทำ บางคนคิดว่าเป็นรัฐมนตรีก็คิดว่าใหญ่แล้ว บางครั้งคนที่เข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยก็มีผลประโยชน์ทับซ้อน การพูดต่อรองบางครั้งก็ทำอะไรได้ไม่มาก ส่วนตัวมองว่าจำนวนส.ส.เขตในพื้นที่ กทม.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าผู้สมัครของพรรคที่เคยชนะแค่หลักพันโอกาสแพ้ค่อนข้างสูง จะมีส.ส.สอบตกหลักสิบแต่จะมีคะแนนนิยมสนับสนุนพรรคเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม" ผู้อาวุโสทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ให้ฟัง
นักเลือกตั้งหลายคนมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะสู้กันที่ "คะแนนพรรค" มากกว่าตัวส.ส.เขต เพราะเขตเล็กแค่เห็นชื่อผู้สมัครก็พอจะคาดเดาได้เลยว่าหลังการเลือกตั้งใครจะได้เป็นส.ส.
แต่ "คะแนนนิยมพรรค" คาดเดายาก เพราะบางครั้งการเลือกส.ส.เขตกับการเลือกพรรคอาจสวนทางกันได้
เห็นได้จากการเลือกตั้งในปี 2550 หลังการปฏิวัติรัฐประหาร แม้ว่า "พรรคพลังประชาชน" จะชนะเลือกตั้งมี ส.ส.เขตถึง 199 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 34 คน แต่น่าสังเกตว่า "พรรคประชาธิปัตย์" ได้ ส.ส.เขต 132 คน แต่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้ามาถึง 33 คน น้อยกว่าพรรคพลังประชาชนเพียง 1 คนเท่านั้น แสดงว่ามีคนชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นสูงใกล้เคียงกับพรรคพลังประชาชน
การตั้งพรรครักษ์สันติ ที่มี "ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์" เป็นแกนนำ หรือ พรรคประชาสันติ ของ "เสรี สุวรรณภานนท์" กลุ่มเป้าหมายเน้นส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในกรุงเทพฯ
ดังนั้นการจัดลำดับผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง!
ระหว่างที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งแพ้-ชนะที่ส.ส.เขตเลือกตั้ง สุดท้ายใครจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอาจจะเฉือนกันที่คะแนน "ปาร์ตี้ลิสต์" ก็เป็นได้



