ข่าว

เต็ง เส่งอยากให้พม่าเป็นปธ.อาเซียนปี2014

เต็ง เส่งอยากให้พม่าเป็นปธ.อาเซียนปี2014

06 พ.ค. 2554

ประธานาธิบดีเต็ง เส่งของพม่า ซึ่งเดินทางถึงอินโดนีเซียเมื่อวานเพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนช่วงสุดสัปดาห์ ได้ประกาศว่าพม่าอยากเป็นประธานอาเซียนในปี 2014 แต่มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน

(6พฤษภาคม) เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่าได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโนของอินโดนีเซียที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตาเมื่อวาน โดยเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีของพม่า หลังจากเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม เขาได้หารือกับผู้นำอินโดนีเซียในหลายหลายประเด็น รวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี และความสัมพันธ์และความร่วมมือภายในภูมิภาคก่อนที่เขาจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 18 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และเขาจะได้หารือทวิภาคีกับผู้นำจากชาติสมาชิกอื่นๆด้วย

นายมาร์ตี้ นาตาเลกาว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย เปิดเผยถึงผลการหารือของสองผู้นำว่า ประธานาธิบดีพม่าได้แสดงความปรารถนาว่าอยากให้พม่าได้เป็นประธานอาเซียนในปี 2557  และประธานธิบดียูโดโยโนได้กล่าวขานรับท่าทีของผู้นำพม่า รวมทั้งจะนำเสนอประเด็นนี้เพื่อหารือในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งต่อไป

ตามกำหนดเดิมพม่าจะต้องได้รับตำแหน่งประธานหมุนเวียนของอาเซียนเมื่อปี 2548 แต่ถูกเลื่อนไปหลังจากสหรัฐและสหภาพยุโรปได้ขู่จะคว่ำบาตรการประชุมอาเซียน หากพม่าซึ่งมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นประธานอาเซียน

ขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรท์ วอตช์ เรียกร้องให้ชาติอาเซียนปฏิเสธข้อเรียกร้องของพม่า จนกว่ารัฐบาลพม่าจะมีความคืบหน้าในการพัฒนาสิทธิมนุษยชน

เอเลน เพียร์สัน  รองผู้อำนวยการฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ฝ่ายเอเชีย บอกว่า การให้พม่าเป็นประธานอาเซียน หลังจัดการเลือกตั้งที่น่าละอายเมื่อปลายปีที่แล้วและยังคงคุมขังนักโทษการเมืองไว้ราว 2,000 คนในขณะนี้ จะเป็นเรื่องน่าละอายสำหรับอาเซียน

เธอเตือนด้วยว่า ผู้นำอาเซียนไม่ควรถูกหลอกให้เชื่อว่าการปล่อยตัวอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่าหมายถึงความก้าวหน้าในการปฏิรูปของรัฐบาลพม่า และขอให้อาเซียนสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า หากอาเซียนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระยะยาวและการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในพม่า

คาดผู้นำอาเซียนจะแถลงร่วมกันเรื่องค้ามนุษย์

จากร่างแถลงการณ์ที่คาดว่าจะออกมาหลังการประชุมสุดยอดสมาคมอาเซียน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ บรรดาผู้นำชาติสมาชิกสมาคมอาเซียน จะเพิ่มมาตรการเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง
ในการต่อสู้กับการลับลอบค้ามนุษย์ในภูมิภาค โดยผู้นำอาเซียน จะแถลงร่วมกันว่า ยังมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องมีเครื่องมือทางกฎหมายและวิธีการที่ครอบคลุมในภูมิภาค
เพื่อให้ 10 ชาติสมาชิกสมาคมอาเซียน สามารถช่วยเหลือเหยื่อการลักลอบค้ามนุษย์ได้โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก

การลักลอบค้ามนุษย์ ได้รวมถึงผู้หญิงและเด็ก ที่ถูกบังคับใช้แรงงาน หรือ แรงงานราคาถูกเช่น โสเภณี อันเป็นปัญหาสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่รัฐบาลมักจะถูกกล่าวหาว่าแทบจะไม่ได้ทำอะไรในการต่อสู้กับพวกลักลอบค้ามนุษย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น อาจมีความเปลี่ยนแปลงภายในสุดสัปดาห์นี้ เมื่อบรรดาผู้นำอาเซียน ได้ปฏิญาณว่า จะทำให้ภูมิภาค
แข็งแกร่งและมีความร่วมมือในระดับนานาชาติ รวมถึงปรับปรุงศักยภาพในการสืบสวนไปสู่วงจรค้ามนุษย์ด้วย

มาตรการต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ก็เพื่อความมั่นใจว่า เหยื่อการลักลอบค้ามนุษย์ ได้รับการปฏิบัติด้วยมนุษยธรรม และให้การรักษาพยายามที่จำเป็น รวมถึงความช่วยเหลือรูปแบบ
อื่น ๆ ด้วย ที่รวมถึงช่วยส่งตัวกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของพวกเขาโดยทันที
 
ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของแต่ละประเทศ ยังได้ตั้งเจ้าหน้าที่ ที่จะจัดการประชุมอาเซียนว่าด้วยการลักลอบการค้ามนุษย์อีกด้วย ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ส่วนมาก
โดยเฉพาะผู้หญิง มักจะถูกล่อลวงด้วยโอกาสไปทำงานถูกกฎหมายในต่างประเทศ แต่กลับจบลงด้วยการเป็นโสเภณี ในพื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการค้าบริการทางเพศในภูมิภาค

เด็ก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะถูกขายไปทำงานใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมงซึ่งนายอวน เกรแฮม จากสถาบันนานาชาติศึกษา เอส ราชรัตนัม ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่าชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเด็ก ๆ ล้วนตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงาน เพราะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสถานที่สำคัญของการค้ามนุษย์ไปบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมง ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก และพวกที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่มาจากพม่า กัมพูชาและลาว

บรรดาผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน ยังจะอ้างถึงฉันทามติว่าด้วยการลักลอบค้ามนุษย์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ บาหลี โพรเซสส์ อินนิทิเอทีฟ หรือ ริเริ่มกระบวนการบาหลี เมื่อปี 2545 ที่ออสเตรเลีย ได้ผลักดันให้ภูมิภาคแห่งนี้ มีการดำเนินการให้มากขึ้น เพื่อยับยั้งการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัยที่โดยสารไปบนเรือโทรม ๆ ไปยังชายฝั่งทางเหนือของออสเตรเลีย