
เห็นใจแต่เข้าใจเป็นอื่น
มีหลายคนพยายามจะอธิบายว่าเมื่อมีสถานการณ์ความรุนแรงจนทำให้เกิดความสูญเสียอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราทุกคนต้องหาแนวทางในการเข้าไปช่วยเหลือเพื่อขจัดปัดเป่าวิกฤติเหล่านั้นให้พ้นหรือห่างไกลกับความสูญเสียที่ไม่มากไปกว่านี้ ถามว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรจะกร
แต่ดูเหมือนว่าการแก้ไขปัญหาถึงแม้จะทันท่วงทีแต่มิได้หมายความว่าจะสามารถทำได้ทั้งหมด เพราะต้นเหตุแห่งปัญหาที่หมักหมม ต้นตอรากเหง้าแห่งเหตุทั้งปวง มักจะเอ่ยพูดกันเมื่อความวิบัติเกิดขึ้นเท่านั้น และมันจะถูกลืมไปเหมือนไฟไหม้ฟาง จะนำมาพูดกันใหม่เมื่อมีเหตุทำนองเดียวกันเกิดขึ้นและจะถูกนำมาปัดเป่าอีกครั้ง จึงไม่ผิดนักที่จะพูดว่าการช่วยเหลือส่วนใหญ่เกิดขึ้นด้วยความเห็นใจมากกว่าที่จะพยายามเข้าใจในเหตุเบื้องหลังความเป็นมาอย่างแท้จริงคืออะไร
เหตุแห่งความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะนับเนื่องตั้งแต่ 100 กว่าปีก็นับได้ หรือจะนับช่วงตั้งแต่ปี 2547 ก็นับได้สุดแท้แต่จะมีเหตุและผล แต่จะบอกได้ว่ามันยาวนาน บ่อยครั้งและซ้ำซาก ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหลักๆ สำคัญๆ ได้ จะเพราะด้วยสาเหตุอันใดก็สุดจะเดาใจรัฐบาลทุกยุคสมัยได้ แต่เมื่อมีฝ่ายที่เข้าใจว่าเป็นตัวแสดงตัวหลัก (Actors) ส่วนใหญ่จะมองเห็นและเปิดทางเลือกในเรื่องของการสร้างความเข้าใจ การรับรู้ปัญหาความต้องการ การเรียกคืนความไว้เนื้อเชื่อใจ ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะยังคิดไม่ออกหรือบอกไม่ถูกว่า จะสร้างความเข้าใจกับใครดี จะพูดกับใครดี คนที่จะพูดด้วยคือตัวจริงที่ต้องพิสูจน์ทราบก่อนว่าเป็นตัวจริง คือเป็น Actor ในกลุ่มที่กำลังต่อสู้กันจริงหรือไม่
บางครั้งคิดเรื่องนี้จนลืมไปว่าส่วนที่เป็นตัวปัญหาบางทีไม่ใช่มีหรือเป็นตัวตน แต่เป็นมิติทางสัญลักษณ์และมายาคติ ที่เกี่ยวเนื่องเรื่องที่จับต้องไม่ได้ แต่รับรู้ได้ รู้ทุกข์รู้สุข สัมผัสความปลอดภัยมั่นคงในการดำรงอยู่ในครอบครัวและการใช้ชีวิตประจำวันได้
อาทิความมีและเป็นตัวตนตามอัตลักษณ์วิถี เช่นทุกวันนี้ประชาชนคนท้องถิ่นมีชีวิตไปมาในสังคมอย่างไร วิถีปฏิบัติตามความเชื่อถือศรัทธา วัฒนธรรมประเพณีมีสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคปัญหาหรือไม่ อย่างไร ชีวิตที่ต้องเดินทางเช้าสายบ่ายเย็นและค่ำคืนเพื่อประกอบสัมมาอาชีพมีความสะดวกปลอดภัยมั่นคงเพียงใด ตัวแทรกซ้อนใดที่ดูเหมือนจะทำให้เกิดความรู้สึกสับสนจนตนเองรู้สึกลังเลว่ามันคืออะไรกันแน่ มีหรือไม่ มากน้อยอะไร อย่างไรบ้าง รายละเอียดอย่างนี้ยังมีอีกมากมายคือส่วนสำคัญของความเข้าใจที่จะนำไปสู่การเข้าถึงแก่นแท้แห่งความจริงในรากเหง้าได้ ผลสุดท้ายจะเป็นหนทางในการเอาชนะจิตใจของประชาชนได้
และเมื่อทุกฝ่ายสามารถเข้าใจได้ ความยุ่งยากสับสนและความขัดแย้งทั้งปวง จะกลายเป็นพลังร่วมในการสลัดปัญหาและความทุกข์ยากทั้งปวงจะคลายลง และน่าจะนำไปสู่ความสงบสันติสุขได้ในที่สุด แต่เมื่อใดวิถีอัตลักษณ์เหล่านั้นจะเข้าใจหรือมีสัญญาณว่ากำลังถูกรุกถูกราน ถูกล้ำเลิก ถูกเบียดเบียนและจะนำไปสู่การทำลายล้างและการล่มสลายในที่สุด มีเหตุอันควรที่ผู้คนจำนวนหนึ่งต้องลุกขึ้นมาปกป้องรักษาอย่างเต็มความสามารถแม้จะด้วยชีวิตก็จำต้องยอม ระยะเวลาที่ยาวนานที่มีข้อเสนอและชี้แนะจากพื้นที่ส่งผ่านกลไกของรัฐมามากมาย
แต่เหตุไฉนเมื่อผลที่ออกมากลับกลายเป็นอื่น ประเด็นข้ออุปสรรคในปัญหาเดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนซ้ำซาก เพราะเหตุเหล่านี้มิใช่จะได้ถูกนำไปพูดคุยในเชิงลบในหมู่ประชาชนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีไม่น้อยที่กลุ่มที่ต่อต้านอำนาจรัฐได้ใช้เป็นเหตุผลของการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มิใช่หรือ
เรื่องเหล่านี้หากไม่ข้ามเขตแดนแห่งความเห็นใจให้ได้ ก็ยากยิ่งที่จะทำความเข้าใจในรากเหง้าแห่งปัญหาทั้งปวงอย่างแท้จริงได้ ความเข้าใจเพียงผิวเผินที่เป็นเปลือกนอกอาจจะได้มาจากกลไกที่ถูกสร้างเช่นพวกขุนพลอยพยัก พวกลิงหลอกเจ้า พวกอยากจะมาอยู่ใกล้ชิดกับนาย...? พวกอยากจะเหยียบหัวคนอื่นเพื่อไปสู่ตำแหน่งที่สูงและดีกว่า พวกเหลือบในวงการ พวกเอาตัว (คนเดียว) รอด พวกนกมีหูหนูมีปีก พวกวิ่งหาโครงการ (เงิน) พวกที่อยากจะได้ตำแหน่งเสริมบารมีและเกียรติของวงศ์ตระกูล เป็นต้น ซึ่งในพื้นที่จะมีมากมาย โดยพวกนี้จะช่วยกันส่งข้อมูลให้นายที่มีมูลปรากฏอยู่บนกระดาษมากกว่าความเป็นจริงในพื้นที่
ดังนั้นเมื่อมีทางเลือกที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐเช่นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การมีสัญญาณดีๆ ที่จะมีเวทีในการพูดคุยกับกลุ่มที่คิดต่างกับรัฐตลอดจนการเน้นย้ำเรื่องการใช้และปฏิบัติตามกฎหมายให้เป็นธรรม ถือเป็นก้าวข้ามที่พลเมืองไทยทั้งปวง และโดยเฉพาะประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และตรวจสอบว่านี่คือความจริงแท้ที่ต้องสนับสนุนกันเต็มที่ หรือเป็นเพียงวาทกรรมเดิมๆ ที่สวยหรูและน่ารื่นรมย์ แต่มิมีความหมายแก่ประชาชนอย่างที่เข้าใจ หากเป็นเพื่อใครบางคนเท่านั้นกระนั้นหรือ ?



