
จากซูเปอร์สโตร์กลับคืนสู่แผงลอย
แม้จะยังไม่ทันจะลั่นกลองรบ แต่ก็คงจะพอมองเห็นรี้พลและรูปแบบของศึกเลือกตั้งครั้งต่อไปได้โดยไม่ยาก และที่แน่ๆ ก็คือคงจะไม่ได้เห็นการรณรงค์แบบช้างชนช้างอย่างที่แล้วๆ มา หากแต่มีแนวโน้มจะหนักไปในลักษณะของสงครามกองโจรเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิ
ถ้าจะกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ เป็นการ “แยกกันเดิน รวมกันตี” เพื่อเอาชนะพรรคเพื่อไทยโดยตรงก็คงไม่ผิดนัก เพราะจากประสบการณ์ของการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงแม้จะมีกลไกต่างๆ อยู่ในมือ และสร้างแรงกดดันอย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นกระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ส่งผลให้เกิดการใช้เคล็ดวิชาพิสดารและตัวช่วยต่างๆ เพื่อสลายพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย พร้อมกับผลักดันพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งแยกตัวออกมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมาเป็นรัฐบาล
ถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะครองอำนาจเป็นระยะเวลาครึ่งเทอม และจะเป็นรัฐบาลรักษาการที่ควบคุมการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่ก็ดูเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินเท่าที่ควร จนสร้างความกังวลใจแก่หลายๆ ฝ่าย ว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสจะได้รับเสียงข้างมากและอาจจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง จึงเป็นที่มาของพรรคขนาดเล็กที่หัวหน้าพรรคมีชื่อเสียเป็นที่เชื่อถือของประชาชน
และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือต้องยืนอยู่คนละฟากกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อเป็นตัวช่วยและถ่วงดุลกับพรรคเพื่อไทย รวมทั้งแทรกเสริมในบางพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยไม่สามารถกุมเสียงได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งพรรคการเมืองประเภทนี้คาดว่าจะผ่านการเลือกตั้งในราว 10-15 ที่นั่ง ขณะเดียวกันก็มีพรรคการเมืองอีกจำนวนหนึ่งซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเก็บคะแนนเสียงเฉพาะในพื้นที่ซึ่งตนมีฐานเสียงเข้มแข็ง โดยต้องการที่นั่งในสภาเพียง 4-5 ที่เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่คาดหมายว่าบทบาทสำคัญจะอยู่ที่พรรคการเมืองขนาดกลาง ที่มี ส.ส.ประมาณ 25-30 คน เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยคงไม่มีทางที่จะกุมเสียงข้างมากเพียงลำพังได้ และต้องพึ่งพาอาศัยเสียงจากพรรคระดับกลาง อย่างภูมิใจไทย หรือชาติไทยพัฒนา แต่ถ้าพรรคใหญ่ทั้งสองพรรคได้ ส.ส.น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ การเป็นรัฐบาลผสมหลายๆ พรรค ก็มีทางเป็นไปได้สูง และเชื่อขนมกินได้ว่าการบริหารบ้านเมืองจะไม่ราบรื่น จะต้องมีการปรับ ครม.บ่อยครั้ง การตีรวนของ ส.ส. และการยุบสภาเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า ซึ่งยังไม่รวมถึงความวุ่นวายนอกสภาที่ต้องตามมาค่อนข้างแน่นอน
หากมองดูภาพของการเมืองไทยในระยะใกล้แล้ว คงจะเห็นได้ชัดเจนว่าการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่นั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาภายในประเทศที่ถูกต้อง ตราบเท่าที่ยังไม่มีการปรับโครงสร้างทางการเมือง และแก้สิ่งที่เป็นปมประเด็นปัญหาให้หมดสิ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือแนวคิดในการจำกัดอำนาจของฝ่ายบริหาร และป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดเข้มแข็งเกินไปเช่นที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในทางกลับกัน เมื่อการเมืองขาดความเข้มแข็ง ก็มีผลให้ประเทศชาติอ่อนแอเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งการด่วนตัดสินอะไรจากพฤติกรรมของคนบางคนหรือบางกลุ่มย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แต่ควรใช้มาตรการทางจริยธรรมและกระบวนการยุติธรรมในการรักษากติกาและความถูกต้องมากกว่าการล้มกระดานหรือเปลี่ยนกฎเกณฑ์เดิมที่ดีอยู่แล้วครับ
ถึงอย่างไรผมก็ยังเห็นว่าพรรคการเมืองระดับมหาชนที่มีระบบการจัดการที่ดี มีแนวคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เป็นรูปเป็นร่าง มีการระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ มีสมาชิกที่มีคุณภาพ ย่อมจะมีประสิทธิภาพดีกว่าพรรคการเมืองเฉพาะกิจ ที่มีขนาดเล็ก และมีข้อจำกัดในด้านการบริหารจัดการและบุคลากร อย่างแน่นอน และก็ยังอยากจะเห็นการต่อสู้ทางการเมืองของพรรคใหญ่เช่นในต่างประเทศ มากกว่าการย้อนกลับไปดูความวุ่นวายของพรรคเล็กพรรคน้อยเช่นที่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยในอดีต



