
คาดสู้เขมรในศาลโลกอาจยื้อถึง9เดือน
มาร์คลั่นเขมรต้องออกจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรก่อน จึงจะยอมให้อินโดฯส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาในไทย ด้าน "กษิต" เข้าพบนายกฯแจงสถานการณ์สู้ศึกเขมรในศาลโลก คาดยืดเยื้อ 9 เดือน ด้าน "บัวแก้ว" เชื่อเขมรตกม้าตายหลังใช้เล่ห์ร้องศาลโลกสกัดไทยอ้างเหตุปะทะ "
สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชายังมีความตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะนี้การปะทะของทหารทั้ง 2 ฝ่ายได้หยุดลงชั่วคราว ส่งผลให้กองทัพภาคที่ 2 สั่งเปิดด่านชายแดนบริเวณช่องสะงำ และช่องจอม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายเข้ามาค้าขายกันตามปกติ ขณะเดียวกันในด้านการดำเนินการเกี่ยวกับการสู้คดีปราสาทพระวิหารของรัฐบาลไทย พบว่าเป็นไปอย่างเข้มข้นดุเดือดเช่นกัน หลังกัมพูชาร้องขอต่อศาลโลกให้ขยายความเพื่อให้ทราบถึงบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และร้องให้ศาลโลกออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวในพื้นที่พิพาทดังกล่าว
จี้เขมรถอย "อินโดฯ" จึงสังเกตการณ์ได้
ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ชาวอินโดนีเซียมาบริเวณพื้นที่พิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาว่า จะมีข้อกำหนดที่เป็นเอกสาร ซึ่งในถ้อยคำต่างๆ ตรงนั้นไม่เป็นปัญหา แต่กระทรวงการต่างประเทศได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวกับอินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ว่า หากจะดำเนินการนำผู้สังเกตการณ์เข้ามาควรจะให้กัมพูชานำทหารออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รวมถึงประชาชนก็ควรจะออกจากพื้นที่ทั้งหมด เพราะว่าเป็นการละเมิดเอ็มโอยู
“ส่วนกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่ ผมยังไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องที่อินโดนีเซียควรจะไปประสานกับกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ตอบรับก็จะยังไม่มีการลงนาม แต่ตัวเนื้อหาในทีโออาร์ไม่ได้เป็นปัญหา ส่วนจะนำเรื่องนี้ไปพูดคุยในที่ประชุมอาเซียนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการพูดคุยระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย และอินโดนีเซียกับกัมพูชา” นายกฯ อภิสิทธิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า บรรยากาศขณะนี้คิดว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เป้าหมายสุดท้ายคือ ไม่ให้มีเหตุการณ์ปะทะกัน ซึ่งความจริงบริเวณที่มีผู้สังเกตการณ์เข้ามานั้น ไม่ได้มีปัญหามา 2-3 เดือนแล้ว ยกเว้นในช่วงสั้นๆ ที่ตกใจเครื่องบินเท่านั้นเอง
เผยกษิตเข้ารายงานเรื่องก.ม.
ส่วนที่ถามว่า บทบาทของไทยในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มารายงานหลังจากเดินทางกลับจากศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ส่วนแนวโน้มของกัมพูชาจะเป็นอย่างไรนั้น ยังไม่ทราบ เพราะอินโดนีเซียเป็นฝ่ายไปเจรจา
เมื่อถามว่า ประเด็นที่จะนำไปชี้แจงต่อรัฐมนตรีต่างประเทศในวงประชุมอาเซียนมีอะไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า คงเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าไทยไม่ได้เป็นผู้สร้างปัญหานี้ขึ้นมา และไทยพร้อมสนับสนุนให้แก้ปัญหาโดยสันติวิธี แต่ในข้อเท็จจริงคงหนีไม่พ้นที่สองฝ่ายต้องมาพูดคุยกัน ส่วนกัมพูชาได้ขยายเรื่องไปถึงศาลโลกจะยิ่งเป็นความชัดเจนให้นานาชาติเห็นภาพหรือไม่นั้น ส่วนตัวหวังอย่างนั้น โดยทางการไทยจะลำดับอะไรหลายๆ อย่างให้เห็นว่า การปะทะแต่ละครั้งเป็นความจงใจ ไม่ใช่อุบัติเหตุในแง่ของจังหวะเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับการนำเรื่องไปสู่ระดับสากล
ยันผู้สังเกตการณ์ห้ามยุ่งข้อพิพาท
ส่วนที่นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ ระบุอย่าให้ไทยต้องเตรียมตัวให้ดีในการเจรจา และอย่ามองข้ามกรอบพหุภาคีนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทางการไทยไม่ได้มีปัญหา ตอนที่เขาไปสหประชาชาติทางการไทยก็ไปชี้แจง เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ต้องทำความเข้าใจกัน คือเนื้อหาจริงๆ ที่เราตกลงกัน เป็นเรื่องของสองฝ่าย ก่อนหน้านี้ได้ถามว่า ฝ่ายที่สามจะทำอะไร เพราะจริงๆ อินโดนีเซียยืนยันท่าทีอย่างนี้มาอย่างชัดเจน โดยมีการเปรียบเทียบให้กระบวนการพูดคุยไปได้
"เขาก็เปรียบเหมือนกับรถที่สตาร์ทไม่ติดจะมาช่วยเข็นให้มันสตาร์ทติด เขาก็ว่ากันไปในรถ อันนี้เป็นแนวทางซึ่งเราเห็นว่าเหมาะสม หรือการส่งผู้สังเกตการณ์มาก็ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวอะไรกับข้อพิพาท แต่ต้องการที่จะมาช่วยให้เป็นหลักประกันว่าจะไม่ปะทะกัน" นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามต่อว่า จะปะทะกันบริเวณชายแดนอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คงต้องประเมินดู เพราะยังมีเรื่องของมรดกโลกและอื่นๆ อีก ส่วนที่ถามว่าในเรื่องของศาลโลกบางส่วนได้เสนอว่า ทำไมทางการไทยไม่ใช้วิธีการไม่ยอมรับ หรือตัดอำนาจของศาลโลกไปเลยนั้น เรื่องนี้สอบถามกันมาก และคำชี้แจงของทุกฝ่ายก็ยืนยันว่า ทางไทยไม่ไปต่อสู้คดี ซึ่งมีผลทำให้ศาลพิจารณาคดีไม่ได้ และผลเนื่องจากไม่ได้เป็นคดีใหม่ ทางการไทยไม่ได้รับอำนาจศาลไม่ได้เป็นภาค แต่เนื่องจากเป็นการตีความคำพิพากษาเดิม ทุกคนจึงบอกว่า เป็นการผูกพันไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ
เตือนคนไทยอย่าพูดอะไรทำร้ายชาติ
ส่วนที่ถามว่า จุดที่ไทยเคยท้าจะกลายเป็นจุดเสียเปรียบในการต่อสู้อีกรอบหนึ่งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มองได้ทั้งสองมุมในแง่มุมกฎหมาย แต่ไม่ขอพูดในเนื้อหาสาระ เพราะไม่อยากให้กระทบรูปคดี แต่ยืนยันว่า มีหลายแง่มุมที่ไทยต่อสู้แน่นอน ส่วนจะมีความจำเป็นต้องไปปรึกษา ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้แทนไทยในคณะกรรมการที่ 6 (กฎหมาย) หรือไม่นั้น เรื่องนี้ได้กำชับกระทรวงการต่างประเทศว่า การปรึกษาหารือ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกคนนั้น ขอให้ทำให้มากที่สุด แต่คงไม่จำเป็นต้องทำในลักษณะที่เป็นทางการ แต่คิดว่าคงดำเนินการโดยจะพูดคุยกันกับกระทรวงการต่างประเทศ
“ผมอยากจะให้ทุกคนผนึกกำลังกัน และผมได้เคยเรียกร้องหลายครั้งว่า การตีความอะไรหลายอย่างที่ไปพูดกัน ระวังอย่าให้มันย้อนกลับมาทำร้ายตัวเรา ขอให้ยืนหยัดสิ่งที่เป็นการปกป้องประโยชน์ของประเทศ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ขณะที่นายมาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เปิดเผยว่า จะเจรจาแบบทวิภาคีกับไทยและกัมพูชาในการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมอาเซียนในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ โดยจะนำเรื่องความขัดแย้งบริเวณพรมแดนไทยกับกัมพูชามาหารืออย่างเป็นทางการด้วย
"กษิต"พบนายกฯเตรียมทีมก.ม.สู้เขมร
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการเดินทางไปยังกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเตรียมการกับทีมกฎหมายของไทยในการต่อสู้คดีเรื่องปราสาทพระวิหารต่อศาลโลก นอกจากนี้นายกษิตยังได้แจ้งนายกฯว่า ได้ศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์ และเตรียมช่องทางทางกฎหมาย รวมทั้งมีการหารือร่วมกันระหว่างทีมกฎหมายไทย และทีมกฎหมายต่างชาติด้วย พร้อมแจ้งให้นายกฯทราบว่า วันที่ 30-31 พฤษภาคมนี้ นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก จะรับหน้าที่เป็นผู้แทนไทยในการให้ข้อมูลด้วยวาจาต่อศาลโลก ในส่วนที่กัมพูชาเขาร้องขอให้ศาลโลกออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
แฉเล่ห์กัมพูชาร้องขอศาลโลก
เกี่ยวกับสถานการณ์การยื่นหนังสือคำร้องที่กัมพูชายื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในประเด็นพื้นที่ข้อพิพาทปราสาทพระวิหารนั้น รายงานข่าวแจ้งว่า หนังสือคำร้องของกัมพูชาที่ยื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมานั้น กัมพูชาได้ร้องขอต่อศาลโลกใน 2 ส่วน คือ การขยายความเพื่อให้ทราบถึงบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร หลังจากศาลโลกมีคำตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และการร้องให้ศาลโลกออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวในพื้นที่ดังกล่าว โดยระบุให้ไทยงดกิจการใดๆ ทางการทหารในพื้นที่นั้น
ทั้งนี้ ในหนังสือคำร้องของกัมพูชาต่อศาลโลกฉบับดังกล่าว ในตอนท้ายได้อ้างเหตุผลที่นำไปสู่ข้อเรียกร้อง โดยอ้างเหตุการณ์สู้รบรุนแรงขึ้นที่ชายแดนด้านปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย ในวันที่ 22 เมษายน 2554 ลงนามโดยนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา วันที่ 20 เมษายน 2554
เผยกัมพูชาตกม้าตายซ้ำสองอีก
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการร่างหนังสือคำร้องต่อศาลโลกไว้ก่อนล่วงหน้า ก่อนที่เหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนด้านปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควายจะเกิดขึ้น เหมือนกับล่วงรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเชื่อว่า หลายประเทศที่ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งพื้นที่ปราสาทพระวิหารมาโดยตลอด จะเห็นว่ามีเหตุการณ์ที่ส่อพิรุธและเห็นถึงเจตนาของกัมพูชาที่ดำเนินการใดๆ ก็ได้เพียงเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตน โดยไม่ได้คำนึงถึงประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชาที่เสียชีวิต บาดเจ็บ ตลอดจนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นับได้ว่ากัมพูชาตกม้าตายซ้ำเป็นครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรกแม่ทัพฝ่ายกัมพูชาโทรศัพท์มาขอเจรจายุติหยุดยิงล่วงหน้า ทั้งที่ในช่วงเวลานั้นยังไม่เกิดการปะทะกันขึ้น โดยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการกระทำเป็นการกล่าวโทษที่จะส่อให้เห็นถึงเจตนาให้ร้ายประเทศไทย
คาดศาลโลกใช้เวลา 9 เดือนพิจารณา
มีรายงานว่า กรณีที่ประเทศกัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อศาลโลกเพื่อขอให้ขยายความพื้นที่ปราสาทพระวิหารว่ามีขนาดเท่าไหร่นั้น โดยขั้นตอนหลังจากนี้ศาลจะให้คู่กรณีส่งเอกสารมายังศาลโลก และจะใช้เวลาในการพิจารณาคดีเป็นเวลา 9 เดือน คาดว่า ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2555 น่าจะรู้ผลในส่วนนี้
ส่วนกรณีที่กัมพูชาร้องให้คุ้มครองชั่วคราว ซึ่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮกจะไปชี้แจงด้วยวาจาในวันที่ 30-31 พฤษภาคม ศาลจะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ในการพิจารณา และจะทราบคำตอบว่าศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่
เปิดด่านช่องจอม-ช่องสะงำไม่คึกคัก
ส่วนสถานการณ์ตามแนวชายแดนของประเทศไทยและกัมพูชานั้น วันเดียวกันมีรายงานจากพื้นที่ จ.สุรินทร์ ว่า ตลอดคืนที่ผ่านมา ทหารกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบตามแนวชายแดนยืนยันไม่มีการปะทะเกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านตามแนวชายแดนใกล้จุดปะทะออกสำรวจไร่ นา สวน หลังจากมีบางพื้นที่ได้รับความเสียหายจากปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง โดยขณะนี้ชาวบ้านกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ได้ออกไปตัดหญ้า เลี้ยงวัว และเข้าไปดูสวนยาง ขณะที่กลุ่มชาวบ้านคิดว่า กัมพูชาหยุด คงไม่ยิง แต่ก็เตรียมตัวพร้อมอพยพอีกหากมีการปะทะ
วันเดียวกัน มีรายงานบรรยากาศจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ หลังเปิดด่านมาเป็นวันที่สองว่า ประชาชนทั้งชาวไทย และกัมพูชา ซื้อขายสินค้าบางตา โดยมีเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าจากกัมพูชาซื้ออาหารสด และผักไปขายใน จ.อุดรมีชัย แต่ยังไม่มีการส่งสินค้าหลักจากไทย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ตลอดจนยังไม่มีนักท่องเที่ยวข้ามแดน ส่วนร้านค้าเปิดประมาณ 100 ร้าน จากทั้งหมดประมาณ 500 ร้าน
ขณะที่บ่อนกาสิโน ฝั่งประเทศกัมพูชา เปิดให้นักพนันเข้าไปเล่นการพนันได้เพียงแห่งเดียวคือ ที่รอยัล รีสอร์ท ส่วนอีกแห่งคาดว่ากำลังเตรียมความพร้อม คาดว่าจะเปิดได้ในเร็วๆ นี้ วันนี้เป็นวันแรก มีนักพนันเข้าไปเล่นไม่คึกคักมากนัก
ขณะเดียวกัน บริเวณด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ บรรยากาศไม่แตกต่างจากด่านช่องจอมมากนัก คาดว่าทั้งด่านช่องจอมและช่องสะงำยังเงียบเหงา เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ ประกอบกับเพิ่งเปิดด่านไม่นานหลังปิดไปช่วงการปะทะ แต่คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไม่ช้า
พ.ต.ท.ศุภโชค พณิชยพงศ์ สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมือง ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตั้งแต่บ่ายวันที่ 4 พฤษภาคม ได้ประกาศให้ผู้ค้าประชาชนทราบว่า ทางการจะเปิดด่านเป็นปกติแล้ว ส่วนบรรยากาศหลังการเปิดด่านพบว่ายังไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากผู้เข้ามาค้าขายมีจำนวนร้อยกว่ารายเท่านั้น ซึ่งจากเดิมเคยมีมากถึงหลักพันราย อย่างไรก็ตาม คาดว่าเมื่อสถานการณ์ผ่านไปจะดีขึ้น



