
ว่าด้วยความ ยืดหยุ่นกับโลกที่เปลี่ยนไป...
หลังจากบริษัทประกันชีวิตยักษ์ใหญ่อย่าง เอไอเอ เผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณาชุด เรื่องที่ไม่คาดฝัน เพื่อตอกย้ำกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ออกมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ กรมธรรม์ ยูนิเวอร์แซลไลฟ์ ทำให้หลายคนเริ่มตระหนักถึงกฎแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนรูปแบบ
ไม่ใช่เพียงแค่ “อายุ” เท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดว่า แผนการลงทุนควรเปลี่ยนแปลงไป แต่สถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในหลากหลายรูปแบบ ยังเป็นปัจจัยเร้าให้เราต้องหมั่นทบทวนแผนการเงินและแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
“ความยืดหยุ่น” แบบที่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เข้าไปลงทุน จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน
เปลี่ยนได้เมื่อ ‘ฉุกเฉิน’
หากใครที่อึดอัดกับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ผูกมัดกัน “ตายตัว” แบบ 15 หรือ 20 ปี กรมธรรม์ประกันชีวิต “ยูนิเวอร์แซลไลฟ์” ของเอไอเอ น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผู้สนใจสามารถลองค้นหาคำตอบ
“โทมัส เจมส์ ไวท์” รองประธานบริหารระดับสูงและผู้บริหารอาวุโสของเอไอเอ ภูมิภาคเอเชีย บอกว่า คุณสมบัติเด่นของกรมธรรม์ดังกล่าวอยู่ตรงที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนวงเงินความคุ้มครองชีวิต และเบี้ยประกันที่ชำระตามลักษณะการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านการงาน ครอบครัว หรือความมั่นคงของชีวิตก็ตาม
“หลังจากเอไอเอนำเสนอกรมธรรม์ยูนิเวอร์แซลไลฟ์มาระยะหนึ่ง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะกรมธรรม์ดังกล่าวสามารถช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านหลักประกันรายได้ให้ครอบครัว การศึกษาของลูก การเตรียมเงินออมเพื่อใช้ในวัยเกษียณอย่างมีคุณภาพ และการเตรียมพร้อมกรณีเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น”
กรมธรรม์ยูนิเวอร์แซลไลฟ์ เป็นกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตตลอดชีพ หรือถึงอายุ 99 ปีที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยผู้ถือกรมธรรม์สามารถกำหนดวงเงินคุ้มครอง เบี้ยประกันที่ต้องการชำระ และระยะเวลาในการชำระเบี้ยประกันได้เองตามที่ต้องการ หรือในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถถอนมูลค่าบัญชีกรมธรรม์ไปใช้ได้ โดยกำหนดรับประกันบุคคลอายุ 1 เดือนถึง 65 ปี ทุนประกันขั้นต่ำเท่ากับ 5 เท่าของเบี้ยประกัน
ปรับได้เมื่อ ‘วัย’ เปลี่ยน
แม้การเปลี่ยนแปลงภายใต้ภาวะ “ฉุกเฉิน” กำลังกลายเป็นปัจจัยเร้าใหม่ๆ ที่ผู้ลงทุนต้องให้ความใส่ใจ แต่ในภาวะปกติ การปรับเปลี่ยนหรือทบทวนแนวทางการลงทุน ก็เป็นเรื่องที่มิอาจละเลย
เพราะการเปลี่ยนแปลงของ “วัย” ในแต่ละช่วงอายุ เป็นตัวกำหนดว่า การลงทุนที่เหมาะสมควรปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของตัวเลข ที่ผู้ลงทุนควรจะต้องลดทอน “ความเสี่ยง” ลง
ที่ผ่านมาเราจึงเห็นรูปแบบของกองทุนรวมในลักษณะที่เป็น “ซีรีส์” มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้ปรับเปลี่ยนกรอบของการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งมีทั้งแบบที่นักลงทุนโยกย้ายสับเปลี่ยนเอง และแบบที่ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจะปรับเปลี่ยนให้แบบอัตโนมัติ
ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ และได้รับเสียงตอบรับอย่างมาก คงต้องยกให้กองทุนในซีรีส์ “เค-ไลฟ์สไตล์” ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ซึ่งประกอบด้วย 4 กองทุนหลักๆ ได้แก่ กองทุนเปิด เค 2500, กองทุนเปิด เค 2510, กองทุนเปิด เค 2520 และกองทุนเปิด เค 2530 โดย กองทุนเปิด เค 2500 จะเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งโดยปกติจะรับความเสี่ยงได้ต่ำ ขณะที่ กองทุนเปิด เค 2510 เหมาะกับผู้ที่เกิดก่อนหรือประมาณปี 2510 หรือผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปี เป็นกลุ่มที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง ส่วน กองทุนเปิด เค 2520 จะเหมาะกับผู้ลงทุนที่มีอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง และ กองทุนเปิด เค 2530 ที่เหมาะกับคนในวัย 20-30 ปี ซึ่งรับความเสี่ยงได้สูงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ
เช่นเดียวกับกองทุนเปิด “ไอเอ็นจี ไทย ไลฟ์ ไซเคิล” ของ บลจ.ไอเอ็นจี ที่มีอยู่ 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย ไลฟ์ไซเคิล 2015, 2020 และ 2025 ซึ่งในขณะที่ บลจ.กสิกรไทย ใช้ปีเกิดเป็นตัวตั้งในการกำหนดการลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี กลับใช้จุดหมายปลายทางในวัยเกษียณเป็นตัวตั้ง เพื่อให้ผู้ลงทุนมองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน
โดย กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย ไลฟ์ไซเคิล 2025 จะเหมาะสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้มากกว่า เพราะมีระยะลงทุนที่ยาวนานกว่าแบบ 2020 และ 2015 ซึ่งประเภทหลังนี้ จะรับความเสี่ยงได้ต่ำที่สุด
แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ทุกกองทุนจะถูกปรับให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนลงเรื่อยๆ ตาม “อายุ” ของผู้ลงทุนเพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงกฎของความ “ยืดหยุ่น” ที่นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น และนี่เป็นโอกาสใหม่ๆ รวมถึงทางเลือกที่เพิ่มขึ้นสำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรแบบ “ตายตัว”
ขวัญชนก วุฒิกุล



