ข่าว

อย่าเครียดกับการเมือง...จงหาความสุขจากความขัดแย้ง

อย่าเครียดกับการเมือง...จงหาความสุขจากความขัดแย้ง

05 พ.ค. 2554

สุขภาพการเมืองของเรามีปัญหาเพราะต่างคนต่างเครียด, ต่างคนต่างจะเอาชนะคะคานกัน เราในฐานะเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันสร้างความ “ปรองดองและสมานฉันท์” อย่างแท้จริง

 นักรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งเปรียบเทียบให้ฟังว่าสุขภาพจิตทางการเมืองของสังคมไทยวันนี้เหมือนคนสมองด้านซ้ายกับด้านขวาเลือกเดินกันคนละทิศคนละทาง, ไม่ยอมประสานกัน, ไม่พูดคุยกัน, ไม่ปรึกษาหารือกัน, จะแย่งกันเป็นใหญ่ว่างั้นเถอะ

 ลงท้าย, สังคมก็ป่วย...และกลายเป็นโรค “ไมเกรน” เรื้อรังที่รักษาเยียวยายากเหลือเกิน

 ระยะหลังนี้, ความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่เหมือนกันทำให้เรากลายเป็นคนไม่ฟังเสียงที่เห็นแย้งกับเรา และที่ร้ายกว่านั้นก็คือเกิดมีความเชื่อที่ผิดๆ ว่าใครไม่อยู่ข้างเดียวกับเรา, ก็คือศัตรูของเรา

 เมื่อเราไม่รู้จักบริหารความขัดแย้งของสังคม และทำให้มันกลายเป็นประเด็นที่แบ่งแยกและแบ่งขั้วกันแล้ว, เราก็จะขีดเส้นระหว่าง “พวกฉัน” และ “พวกเธอ” กันชัดมากขึ้น...ทำให้เกิดความปั่นป่วนทางจิตใจของแต่ละคนและนำไปสู่ความวุ่นวายสับสนและความขัดแย้งในระดับสังคมที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น

 ถ้าเราคิดให้ดี, คิดให้ลึก, คิดให้ทะลุปรุโปร่ง, บางทีเราอาจจะเปลี่ยนความคิดได้ และเราสามารถ “มีความสุขท่ามกลางความขัดแย้ง” ได้อย่างที่พระไพศาล วิสาโล แห่งเครือข่ายพุทธิกา ท่านเขียนไว้ใน “มติชน” เมื่อไม่นานมานี้

 แปลว่าแม้สุขภาพทางการเมืองของคนไทยวันนี้จะมีปัญหา เราต่างก็เป็น “ไมเกรน” ทางการเมืองเพราะสมองข้างขวาและข้างซ้ายของเราปฏิเสธที่จะประสานงานกันให้เกิดความสงบของสังคม แต่ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย

 เพื่อนของผมคนหนึ่งบอกว่า “ผมอยู่ผมคนเดียวยังทะเลาะกับตัวเองเลย...”

 คนเรานั้นบ่อยครั้งก็มีเรื่องจะต้อง “ขัดใจตัวเอง” เมื่อขัดแย้งกับตัวเองได้, จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ในสังคมประชาธิปไตยเราจะมีเรื่องขัดข้องหมองใจกับคนอื่นที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วยในชีวิตประจำวัน

 พระไพศาล วิสาโล ท่านแนะนำในข้อเขียนชิ้นเดียวกันนี้ว่า

 “หากปรารถนาชีวิตที่เป็นสุข, เราจึงควรจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับความขัดแย้งให้ได้ คือยอมรับความแตกต่างทางความคิด, และอยู่กับคนที่มีความคิดขัดแย้งกับเราได้... ดียิ่งกว่านั้นก็คือการรู้จักใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น อาทิ นำเอาความคิดที่แตกต่างมาเป็นเครื่องตรวจสอบความคิด, การทำงาน, และพฤติกรรมของเรา เพื่อให้มีความรอบด้านมากขึ้น หรือแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น หาไม่ก็ใช้ความเห็นแย้งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องฝึกฝนอัตตาให้บางเบา...ไม่ยึดติดถือมั่นกับความเห็นของตน จนทนไม่ได้กับความเห็นต่าง แม้ถูกวิจารณ์ก็ไม่รู้สึกฝ่อห่อเหี่ยวหรือโกรธเคือง...”

 ที่ต้องเน้นมากคือต้องไม่มองคนที่เห็นต่างจากเราเป็นศัตรู คิดเสียว่าเขาหรือเธอเป็นเพื่อร่วมชาติ, หรือเพื่อนร่วมโลก...และยิ่งกว่านั้นควรจะคิดให้ได้ว่าเขาหรือเธอเป็น “เพื่อนร่วมทุกข์” ของเราด้วย หากคิดได้อย่างนี้, เราก็จะไม่กลัวความขัดแย้งในสังคม, และถ้าหากเรามีอาการ “ไมเกรน” บ้าง, เราอาจจะไม่จำเป็นต้องหาหมอ, ไม่ต้องวิ่งหายา, ไม่โทษคนอื่นว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเครียดเกินเหตุ

 แต่หันเข้ามาจิตใจของตัวเอง, นั่งทำสมาธิ, เลิกยึดมั่นติดมั่นในความคิดของเราเองแต่เพียงอย่างเดียว...และเริ่มฟัง, เริ่มคิดด้วยการถามตัวเองว่า

 “ถ้าเราเป็นเขา, เราจะคิดอย่างเราหรือจะคิดอย่างเขา?” อาการ “ไมเกรน” อาจจะหายไปเลยก็ได้

สุทธิชัย หยุ่น