ข่าว

ข้อคิดจากแรงงาน

ข้อคิดจากแรงงาน

05 พ.ค. 2554

วันแรงงานสากล (เมื่อวันที่ 1 พ.ค.) ที่เพิ่งผ่านไปเราก็จะได้ยินข้อเรียกร้องของฝ่ายแรงงานหลายข้อหลายประการ ที่สำคัญก็เกี่ยวพันกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่ปัญหาแรงงานของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ที่สำคัญยิ่งยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน

 ปัจจุบันแรงงานไทยโดยทั่วไปเมื่อเทียบกับฝีมือและค่าจ้างกับแรงงานในประเทศคู่แข่งของเราแล้วต้องยอมรับว่าค่าแรงของเราไม่ถูกเลย เคราะห์ดีที่เรายังมีแรงงานเสริมอยู่จำนวนหนึ่งถึง 3 ล้านคนเศษ (ทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย) แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ส่วนมากเกิน 80% เป็นแรงงานจากเผ่าต่างๆ จากประเทศพม่า

 เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าพม่ากำลังเปิดประเทศเพื่อพัฒนาให้ทันสมัยและพม่ามีพื้นฐานดี เช่น มีบ่อน้ำมัน มีแหล่งแก๊สธรรมชาติเหลือเฟือ มีแร่ธาตุที่จำเป็นกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ภูมิอากาศยังเหมาะกับการเกษตร (พม่าเคยส่งออกข้าวมากกว่าประเทศไทย) ดังนี้ ถ้าได้มีการบริหารประเทศให้ถูกทิศทางให้พ้นจากภาวะถูกรังเกียจจากชาติตะวันตกแล้ว โอกาสที่พม่าจะพัฒนาเศรษฐกิจนั้นมีอยู่สูงมาก จึงพอสรุปได้ว่าไม่ช้าไม่นานคนงานต่างด้าวจากพม่าจะพากันกลับประเทศของเขา

 แล้วประเทศไทยจะทำอย่างไรจะมีแรงงานไทยเข้าทำงานในสภาพที่แรงงานต่างด้าวเคยทำและเคยรับค่าจ้างหรือไม่ ไม่ทราบว่ามีใครคิดรับมือกับปัญหานี้อย่างไรหรือไม่

 เมื่อพูดถึงความคิดในการแก้ปัญหาของผู้บริหารรัฐกิจของไทยทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำแล้วก็ให้รู้สึกท้อถอยเพราะเท่าที่ผ่านๆ มาโครงการที่สำคัญของรัฐบาลหลายโครงการล้มเหลวเพราะผู้รับผิดชอบไม่รู้จักใช้ความคิด

 ในวงการศึกษานั้นได้มีการพูดกันมากว่าระบบการศึกษาของไทยนั้นสอนให้เด็กจำแต่ไม่ได้สอนให้เด็กใช้หัวคิด ซึ่งเป็นความจริงมาช้านานแล้ว เด็กไทยในอดีตก็กลายเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบันซึ่งรับผิดชอบบ้านเมืองแต่ส่วนใหญ่แม้มีความรู้สูงก็ไม่มีความคิด

 ผมจะขอยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวถึงการบริหารบ้านเมืองโดยไม่ใช้หัวคิดมาสัก 2-3 เรื่องพอเป็นอุทาหรณ์

 โครงการชั่งไข่ขายซึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่านั้นเป็นเพราะผู้คิดโครงการคงเพียงแต่ใช้ความรู้เพื่อหาทางลดต้นทุนในการนำไข่มาสู่ตลาดแต่ลืมคิดว่าแนวคิดใหม่นั้นฝืนพฤติกรรมของคน

 สำหรับผู้ที่อาศัยรถแท็กซี่ไปมาเป็นประจำจะเห็นสิ่งประหลาดอย่างหนึ่งในรถ กล่าวคือ 99% ของแท็กซี่ไม่เปิดวิทยุเพียงติดเอาไว้เป็นเครื่องประดับเพื่อให้จดทะเบียนผ่านข้อบังคับของทางราชการได้เท่านั้น โครงการนี้ถือว่าล้มเหลวเพราะเจ้าของเรื่องไม่ได้ใช้หัวคิดถึงพฤติกรรมของผู้โดยสารคนไทยรวมทั้งผู้ขับรถแท็กซี่เอง

 ทุกวันนี้ท่านที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวขับผ่านเส้นทางที่มีรถโดยสารพิเศษ “บีอาร์ที” จะต้องติดขัดอยู่กับ “คอขวด” เป็นตอนๆ เพราะกทม.แย่งเอาที่ถนนไปให้รถเมล์พิเศษซึ่งไม่มีคนนิยมนั่งกันเกือบจะวิ่งหิ้วตัวถังเปล่าๆ นี่ก็เป็นตัวอย่างอีกโครงการหนึ่งที่ผู้ทำไม่มีความคิด

 การดำเนินการใดๆ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวบ้านทั่วไปนั้นผู้รับผิดชอบต้องรู้จักใช้ความคิดแก้ปัญหา เช่น อังกฤษเมื่อปกครองฮ่องกงนั้นสามารถจับคนจีนเข้าคิวขึ้นรถเมล์ได้จนมาถึงทุกวันนี้เพราะผู้บริหารเขารู้จักใช้หัวคิด

 การจัดสร้างทางเดินลอยฟ้ายาวตั้ง 10 กม. ตามแนวถนนสุขุมวิทว่าจะใช้เงินถึงหนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาทนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าของโครงการควรจะใช้หัวคิดให้มากขึ้นสักหน่อย

นายหนูใหญ่ 
[email protected]