
เปิดเทอม..ว้าวุ่นตร.ปิดช่อง"ชู้สาวเด็ก"
กระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของละคร "ดอกส้มสีทอง" โดยหลายฝ่ายวิตกว่า อาจทำให้เด็กและเยาวชนเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละคร และล่าสุดศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เปิดเผยผลวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้พบข้อมูลเป็นที่น่าตกใจว่า มีเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ถึงร้อยละ 21.4 ติดตามชมละครเรื่องนี้ โดยในจำนวนนี้มีเด็กอายุเพียง 6 ขวบรวมอยู่ด้วย ซึ่งเด็กเหล่านั้นตอบว่าชื่นชอบฉากที่ตัวละครด่ากัน, กอดจูบกัน และตอนนางเอกกำลังหาคนมานอนด้วย ยิ่งเป็นการตอกย้ำความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ล่าสุดตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล เตรียมจัดกำลังออกสอดส่องพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน ตามสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมของเด็กและเยาวชนทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย
"อีกไม่กี่วันโรงเรียนต่างๆ ก็จะเปิดภาคเรียนแล้ว ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสพบปะสังสรรค์กันมากขึ้นกว่าตอนปิดภาคเรียน โดยส่วนตัวแล้วมีความเป็นห่วงว่าเด็กจำนวนหนึ่งที่ติดตามละครเรื่องดอกส้มสีทอง จะเลียนแบบพฤติกรรมตัวละคร จนอาจประพฤติตนไปในทางเสื่อมเสีย ซึ่งคงมีความจำเป็นที่จะต้องประสานกับครูอาจารย์ทุกโรงเรียนให้สอดส่องดูแลเด็กให้มากเป็นพิเศษ ขณะที่ในส่วนของตำรวจ กก.ดส.จะมีการจัดกำลังทั้งในและนอกเครื่องแบบ ออกตรวจตราตามสถานที่ที่เด็กไปรวมตัวกันหลังเลิกเรียนจำนวนมากๆ ทุกแห่งทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องปรามไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม" พ.ต.อ.สุพัชร พึ่งพวง ผกก.ดส.เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิบัติของตำรวจ
ผู้กำกับการศูนย์สวัสดิภาพเด็กและสตรี บอกด้วยว่า กำลังของตำรวจชุดนี้ มีหน้าที่สอดส่องพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ หากตรวจสอบพบเด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมในทำนองชู้สาว มีการจับมือถือแขน หรือกอดจูบกันในสถานที่สาธารณะ ก็จะเชิญตัวมาที่ศูนย์สวัสดิภาพเด็กและสตรี ก่อนจะแจ้งให้ผู้ปกครองหรือครูอาจารย์รับทราบและรับตัวกลับไป ส่วนเด็กและเยาวชนที่ไปแสดงพฤติกรรมอื่นที่ไม่เหมาะสมเช่น พูดจาหยาบคาย ตำรวจชุดนี้ก็จะไปว่ากล่าวตักเตือนทันที และหากไม่เชื่อฟังก็จะปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีที่มีพฤติกรรมในเชิงชู้สาว
"ทุกวันนี้ตำรวจทำอะไรกับเด็กไม่ได้มาก อีกทั้งการควบคุมหรือดำเนินคดีกับเด็กนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ความจริงแล้วทุกภาคส่วนของสังคมต้องช่วยเหลือกัน ละครต่างๆ ก็สมควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ก่อนจะออกอากาศควรพิจารณาให้รอบคอบว่าจะส่งผลกระทบกับเด็ก หรือมีเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นคงตามแก้ปัญหาของเด็กและเยาวชนกันไม่หวาดไม่ไหว" พ.ต.อ.สุพัชรแสดงความเห็น
ไม่ใช่ตำรวจศูนย์สวัสดิภาพเด็กและสตรีเท่านั้นที่มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องนี้ นางจริยา วัฒนโสภณ นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ก็มีความห่วงใยเรื่องนี้เช่นกัน โดยเธอบอกว่า เด็กและเยาวชนที่มีปมด้อย เช่นพ่อแม่หย่าร้างกัน หรือเด็กที่ต้องการสร้างความสนใจให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น อาจเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละคร เพราะคิดว่าการกระทำนั้นอาจสร้างการยอมรับจากผู้อื่น
"ในเด็กที่ไม่มีปมด้อยคงไม่มีปัญหา คงสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือชีวิตจริง อะไรคือละคร แต่เป็นห่วงเด็กที่มีปมด้อยครอบครัวแตกแยกและต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง เมื่อดูละครแล้วอาจซึมซับพฤติกรรม ต้องยอมรับว่าปัจจุบันสื่อมีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนสูง อย่างเช่นที่สหรัฐอเมริกามีข่าวว่ามีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งนำเด็กอายุน้อยที่ตั้งครรภ์ไปออกรายการในลักษณะเรียลิตี้ มีเงินรางวัลให้ ทำให้เด็กผู้หญิงอายุเพียง 15 ปีในสหรัฐ หลอกให้เด็กผู้ชายมีสัมพันธ์ด้วยจนตั้งท้องเพื่อไปออกรายการนี้ ในไทยก็ค่อนข้างเสี่ยง ซึ่งสื่อต้องระมัดระวังให้มาก" นางจริยากล่าว
ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถชมละครได้ทุกตอน จึงไม่สามารถเห็นสิ่งที่ละครต้องการสะท้อนหรือจะให้แง่คิดกับผู้ชม ซึ่งนักจิตวิทยาบอกว่า ในเด็กและเยาวชน หรือบุคคลที่มีปูมหลังในครอบครัวที่มีพฤติกรรมรุนแรง หรือไม่เหมาะสมคล้ายตัวละคร ในฉากใดฉากหนึ่ง ก็ยิ่งง่ายแก่การจดจำหรือเลียนแบบ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสื่อมวลชนต้องร่วมกันสร้างบรรทัดฐาน ขณะที่ผู้ปกครองต้องให้คำแนะนำแก่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด



