
ระวังประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
ในฐานะคนไทยซึ่งมีความรักชาติ รู้สึกเป็นห่วงความมั่นคงของประเทศ และอดหวั่นใจกับเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาไม่ได้
ผมไม่ได้หวั่นใจว่าเราจะเพลี่ยงพล้ำหากมีการสู้รบถึงขั้นแตกหัก เพราะเชื่อมั่นในแสนยานุภาพของกองทัพไทยที่ไม่ได้อ่อนด้อยกว่าข้าศึก
แต่ที่หวั่นใจคือ ท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ของบรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลาย รวมถึงความแตกแยกไร้ซึ่งความสามัคคีของคนไทยด้วยกันเอง
ด้วยความรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ชนชาติสยาม พอทำให้ผมสำนึกได้ว่า การสูญเสียเอกราชของแผ่นดินสยามทั้ง 2 ครั้ง ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากคนไทยด้วยกันเองทั้งสิ้น
ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2112 ไทยตกเป็นประเทศราชของประเทศอื่น เพราะคนไทยขาดความสามัคคี แบ่งเป็นฝักฝ่าย ทะเลาะแย่งชิงความเป็นใหญ่ แถมมีหนอนบ่อนไส้ช่วยเหลือกองทัพข้าศึกบดขยี้บ้านเมืองของตัวเอง จนกรุงศรีอยุธยาต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านานถึง 15 ปี
ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2310 กรุงศรีอยุธยาแตก เพราะผู้นำอ่อนแอ ลุ่มหลงในอิสสตรี สั่งห้ามทหารยิงปืนใหญ่ปกป้องเมือง เพราะกลัวผู้หญิงใกล้ชิดตระหนกตกใจ จึงต้องพ่ายแพ้สงคราม ชาวบ้านชาวเมืองถูกสังหารล้มตายเป็นเบือ ที่เหลือก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึก บ้านเมืองถูกเผาเสียวอดวายจนแทบสิ้นชาติ
มายุคนี้สมัยนี้ ทั้งสองสาเหตุที่ทำให้ไทยเสียเอกราชในอดีต กำลังประเดประดังผสมปนเปกัน
ประการแรกคนไทยแตกความสามัคคีแบ่งเป็นฝักฝ่ายจนยากหลอมรวมให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียว แถมยังมีคนบางจำพวกกระหายอำนาจสมคบคิดต่างชาติเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง กระเสือกกระสนทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งชักศึกเข้าบ้านเพื่อให้ตัวเองหวนคืนความเป็นใหญ่
อีกจำพวกหลับหูหลับตาอุปถัมภ์ค้ำชูชนชาติอื่นเพื่อแลกกับผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง จนหลงลืมไปว่าเม็ดเงินและความช่วยเหลืออื่นๆ ที่หยิบยื่นให้ไป ถูกชนชาติอื่นนำไปแปรสภาพเป็นกระสุนและลูกระเบิด นำกลับมาถล่มบ้านถล่มเมืองของตัวเอง
ประการที่สอง ปัจจุบันผู้มีอำนาจขาดภาวะผู้นำ ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยม ไม่รู้ใครคือมิตรใครคือศัตรู มัวแต่กลัวๆ กล้าๆ ไม่กล้าคิดไม่กล้าตัดสินใจ แถมยังหนีปัญหา เห็นแล้วหวั่นอกหวั่นใจ พอหันไปมองคนไทยทั้งชาติก็ยังไม่เห็นทุกข์ร้อน...
ระวังกันไว้เถอะครับ...ระวัง! ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย...
ทัศชยันต์ วาหะรักษ์
[email protected]



