
มาร์คโยนกษิตเคลียร์ปมเขมรจบเวทีอาเซียน
นายกฯโยนกษิตเคลียร์ปมเขมรจบในเวทีรมต.ตปท.อาเซียนย้ำไม่มีคิวพบฮุนเซนเจอกันก็แค่ทักทาย
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 4 พ.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาถึงแนวทางการต่อสู้ในกรณีที่กัมพูชายื่นต่อศาลโลกให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ.2505 โดยมีการเปิดเผยคำร้องของกัมพูชาใน 3 ประเด็นว่า ขอไม่พูดในตัวเนื้อหาสาระเพราะอาจกระทบกับรูปคดี แต่การประชุมครม.เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมามีการอนุมัติเพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุด และตนได้กำชับเรื่องการประสานงานว่าจะต้องมีอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งเปิดรับฟ้องข้อมูลให้รอบด้านมากที่สุด ส่วนกรณีที่ในวันที่ 30 - 31 พ.ค. ที่ศาลโลกได้จัดให้ไทย-กัมพูชา เข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อองค์ประกอบคณะผู้พิพากษาศาลโลกนั้น นายกฯ กล่าวว่ากระบวนตามปกติเขาจะให้เวลา 3 สัปดาห์ในการให้แจ้งข้อสังเกตต่าง ๆ
ทั้งนี้ตนต้องชี้แจงว่ามีประชาชนบางส่วนไม่เข้าใจว่าทำไมเราจะต้องไปชี้แจงต่อศาลโลกซึ่งการไม่เดินทางไปชี้แจงต่อศาลโลกเท่ากับการไม่ต่อสู้คดี และเนื่องจากเป็นการขยายคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาเมื่อครั้งที่เราเป็นภาคีอยู่ก็ย่อมมีผลผูกพัน ดังนั้นดีที่สุดคือเราต้องไปต่อสู้คดี
"เราต้องไปต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าไม่ต่อสู้ก็เท่ากับว่าศาลโลกฟังความข้างเดียวทั้งนี้ยังมีแนวทางการต่อสู้หลายแง่มุมที่เราสามารถต่อสู้คดีนี้ได้รวมทั้งข้อกังวลว่าไทยอาจเสียดินแดน 4.6ตารางกิโลเมตรในการพิพากษาครั้งนี้นั้นมันเป็นเรื่องของการไปตีความอยู่ในขณะนี้ที่กัมพูชาร้องขอซึ่งก็จะไปต่อสู้คดี โดยเราจะทำให้ดีที่สุดอยู่แล้วและตนคิดว่ามีหลายแง่มุมที่เราจะสามารถใช้ได้ซึ่งเราจะเห็นแนวโน้มได้เป็นลำดับจากการดำเนินการของศาลจากนี้ไปที่จะมีขั้นตอนทั้งเรื่องการคุ้มครองชั่วคราว การเปิดโอกาส การชี้แจงก็คงจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น"นายก กล่าว
นายกฯ กล่าวย้ำว่าสิ่งที่กัมพูชาทำทั้งหมดก็เชื่อมโยงกันอยู่แล้วและมีเป้าหมายอย่างชัดเจนและต้องการอาศัยเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ ซึ่งเราต้องปกป้องสิทธิของเรา และดำเนินการต่อไปซึ่งตนขอให้คณะทำงานด้านกฎหมายในคดีดังกล่าวและคณะของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานงานกัน เพื่อให้เป็นท่าทีที่สอดคล้องกันมิฉะนั้นจะถูกหยิบยกไปใช้ในทางที่เป็นโทษแก่เรา
"ในทางกลับกันท่าทีใดของกัมพูชาที่ไม่สอดคล้องกันเราก็สามารถหยิบนำมาชี้ให้เห็นได้"นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การว่าจ้างคณะที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายระหว่างประเทศในการต่อสู้คดีในศาลโลก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีคณะกรรมการดำเนินการอยู่ประมาณ 2 - 3 ชุด ซึ่งตนขอให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ชี้แจง เรื่องดังกล่าวที่มีการมองถึงการจ้างนักกฎหมายฝรั่งเศสนั้นก็เป็นการจ้างในแง่ของตัวบุคคลที่มีความสามารถ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนชาติไหน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้พิจารณา นอกจากนี้นายกฯ ยืนยันว่า การเป็นรัฐบาลรักษาการไม่มีผลต่อการสู้คดีเพราะเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 3 พ.ค. กระทรวงการต่างประเทศขอให้ครม.อนุมัติรับการสนับสนุนเต็มที่ในทุกเรื่อง และอะไรที่มีความจำเป็นในการตัดสินใจก็สามารถทำได้อยู่แล้วอย่างไรก็ตามเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่ากัมพูชามีเป้าหมายในเรื่องของดินแดน แต่ประเทศไทยก็ต้องปกป้อง
" ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็ยกให้เขา นั่นคือสิ่งที่มันต้องเข้าใจเพราะฉะนั้นบางทีที่ถามว่าทำไมปัญหามันเกิดขึ้นมากในยุคนี้ ก็เพราะยุคนี้ไม่ยกให้ครับ ยุคนี้ไม่ยินยอม ผมถึงบอกตลอดว่าข้อเสนอที่เราจะหันหลังให้เวทีระหว่างประเทศหนีจากมรดกโลกหนีจากศาลโลกก็ไม่ได้ เราต้องไปต่อสู้เวทีเหล่านั้น แต่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศสูงสุด"นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าคณะกรรมการมรดกโลกเป็นปัญหาใหญ่หรือไม่ นายกฯ กล่าวชี้แจงว่าเราต้องเข้าใจว่าความเข้าใจของแต่ละประเทศเราจะไปคาดหวังให้เขาทราบเรื่องของเราและกัมพูชาดีมากก็ไม่ได้ ต้องนึกภาพว่าเหมือนเราจะนึกออกว่าประเทศในยุโรป 2 ประเทศมีข้อขัดแย้งกันเราก็คงไม่รู้ ดังนั้นต้องความเข้าใจและสมมติว่าเราเป็นฝรั่งแล้วรู้จักพื้นที่บริเวณชายแดนเลย เขาก็อ่านประวัติศาสตร์แล้วเห็นว่าศาลเคยตัดสินให้ปราสาทเป็นของกัมพูชา และนี่คือความเสียเปรียบของเราต้องยอมรับ เราจะไปคาดหวังว่าเขาจะมาสนอกสนใจศึกษาคำพิพากษาศาลโลก รายละเอียดอะไรก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้นต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะคุยกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในการประชุมอาเซียนระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การพบปะก็คงทักทายกันได้ ส่วนโอกาสคุยกันนั้นตนจะรอดูเวทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่จะประชุมก่อนเวทีของผู้นำ ก็จะเห็นแนวโน้มที่ชัดว่าสถานการณ์การประเมินท่าที่เป็นอย่างไรก็จะได้กำหนดแนวทางที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามตนยังไม่ได้มีการนัดหมายกับสมเด็จฮุนเซน มีแค่นัดกับอินโดนีเซีย เวียดนามและลาวเท่านั้น
"แต่หากเวทีของรมว.ต่างประเทศอาเซียนหาข้อยุติกันได้ก็ไม่จำเป็นต้องพบกันในระดับผู้นำ ซึ่งการคุยในระดับรมว.ต่างประเทศจะเป็นการรับทราบท่าที แต่ว่าเราจะต้องดูว่าประเทศอื่นๆมองยังไงในขณะนี้"นายกฯ กล่าว
ส่วนที่ทำไมผู้นำไม่คุยกันเองเพื่อปัญหาจะได้จบและได้ข้อสรุปทั้งหมด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีหลักประกันว่าพูดแล้วจบหรือไม่จบ อย่าลืมว่าตนพบกับสมเด็จฮุนเซน 4 ครั้งในช่วงหลายปีที่แล้ว เสร็จแล้วเดือน ก.พ ก็เกิดเรื่อง และยืนยันสิ่งที่ไทยพูดตลอดว่าการปะทะแต่ละครั้งมันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความจงใจกับจังหวะที่จะยกระดับเรื่องต่าง ๆ ให้ไปสู่เวทีระหว่างประเทศ
ต่อข้อถามที่ว่าแต่ทหารกัมพูชาก็ฟังสมเด็จฮุนเซนคนเดียว ทำไมเราไม่คุยโดยตรงนายกฯ กล่าวย้ำว่าตนพบกับสมเด็จฮุนเซน 4 ครั้งเมื่อปลายปีที่แล้วแต่เมื่อเดือน ก.พ. และเม.ย. สอดรับกับกัมพูชาที่อยากจะมียุทธศาสตร์ให้มีการปะทะมันก็มีการปะทะ ต้องเข้าใจประเด็นตรงนี้ ส่วนที่ยังมีการปะทะกันบริเวณชายแดนนั้น นายกฯ กล่าวว่า เราก็ต้องระมัดระวัง และเราก็ไม่อยากใช้วิธีอื่นก็อยากจะใช้หลักของข้อตกลงการเจรจาในเรื่องของข้อพิพาทที่เกี่ยวกับดินแดนทั้งหมด
เมื่อถามถึงขณะที่เรามีแนวทางเจรจาแต่กัมพูชายังลอบกัดอยู่ นายกฯ กล่าวว่า เวลามีปัญหาเราก็ตอบโต้ไม่มีตรงไหนที่ไปห้ามเราทีจะตอบโต้รักษาสิทธิ์ของเรา ตนคิดว่าเราได้ทำเต็มที่ และเหมาะกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนจะเพียงพอให้กัมพูชายุติหรือไม่เราก็ต้องพยายามทำต่อแต่ยืนยันว่าไม่มีแนวคิดที่จะไปรุกรานใครส่วนการพิจารณาระดับความสัมพันธ์ของสองประเทศหากการเจรจาเป็นไปได้ยากขึ้นนายกฯ กล่าวว่า เวลานี้ต้องดูผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักฉะนั้นต้องประเมินความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างเรื่องดินแดนเราทำเรื่องอื่นยังไงก็ตามก็ต้องยอมรับว่ากัมพูชาเขามีเป้าหมายและใช้เวทีระหว่างประเทศเขาก็ไปตรงนั้นอยู่ดี เราก็ต้องมาดูว่าอะไรที่เหมาะสมในการดำเนินการรวมทั้งมาตรการทางเศรษฐกิจด้วยก็ต้องดูในภาพรวม
"ผมพูดตามหลักของประเทศเป็นที่เข้าใจว่าถ้าเขาจะต่อสู้ว่าเป็นดินแดนของเขาเขาก็ต้องต่อสู้เหมือนกับเรา พอบอกว่าเป็นดินแดนของเราเราก็ต่อสู้เต็มที่ ส่วนกัมพูชาจะมีประเด็นการเมืองหรือไม่ผมไม่ทราบ"นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าจะต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้นำกัมพูชาใช่หรือไม่ นายกฯหัวเราะและไม่ตอบคำถาม



