
ทำดีด้วยใจหนึ่งในวิถีสู่ความยั่งยืน
จากกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการดำเนินภารกิจด้วยจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือภาษาฝรั่งเรียกว่า ซีเอสอาร์ ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันนี้ ทำให้กลายเป็นศัพท์ฮิตติดปากของ กลุ่มวัยคนทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
เลยไปถึงกลุ่มผู้นำทางความคิดที่หลากหลาย อันที่จริงเรื่องซีเอสอาร์ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยสำหรับประเทศไทย เพราะแนวคิดในเรื่องนี้มีมาเป็นเวลายาวนาน พร้อมๆ กับการเริ่มต้นทำธุรกิจในสังคมไทยก็คงได้ โดยเป็นไปในรูปของการบริจาคเพื่อการกุศล การปฏิบัติภารกิจเพื่อสาธารณะ การค้าขายอย่างมีคุณธรรม การเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือการที่คนงานในองค์กรอาสาออกไปช่วยเหลืองานของส่วนรวมหรือชุมชน ฯลฯ
เพียงแต่คนไทยไม่ได้เรียกกิจกรรมเหล่านี้ว่า “ซีเอสอาร์” จนกระทั่งราวๆ ปีพ.ศ. 2549 ถ้าจำไม่ผิด ก็เริ่มมีการนำศัพท์คำนี้มาพูด และมีความพยายามผลักดันให้แนวคิดเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางจนถูกบรรจุเป็นแนวปฏิบัติที่ผนวกเข้ากับการดำเนินธุรกิจ และมีการให้คำนิยามความหมายไปในทิศทางใกล้ๆ กันว่า หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กรที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข
จากการที่องค์กรต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องซีเอสอาร์มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องซีเอสอาร์ในหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาเรื่อง “การสร้างองค์กรแห่งความยั่งยืน” จึงขอนำสรุปย่อบางตอนของความคิดเห็นมาเล่าสู่กันฟังครับ
การที่จะสร้างองค์กรให้ยั่งยืนได้ต้องเริ่มต้นมาจากแนวคิดของผู้นำที่เห็นถึงความสำคัญในการทำซีเอสอาร์ก่อน และแนวคิดนั้นต้องเป็นแนวคิดที่เกิดจากความเชื่อมั่นของผู้นำแล้วถ่ายทอดไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา จนทุกคนเกิดความศรัทธาเช่นเดียวกัน แล้วหล่อหลอมสร้างเป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่พนักงานทุกคนมีแนวคิดและทิศทางปฏิบัติไปในแนวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้จิตสำนึกของซีเอสอาร์ในองค์กรนั้นๆ มีความมั่นคงและยั่งยืนกว่าการกำหนดเป็นนโยบายจากผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว เพราะหากเปลี่ยนผู้นำ นโยบายก็อาจจะถูกเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
คงไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่า เบื้องต้นขององค์กรธุรกิจทั่วไปจะทำธุรกิจให้มีกำไรเสียก่อนเพื่อที่จะได้อยู่รอด เมื่อรอดแล้วก็ค่อยนำบางส่วนของกำไรที่ได้ไปตอบแทนบุญคุณของสังคม ซึ่งประเด็นนี้นักคิดบางคนมองว่ามีข้อเสียอยู่บ้าง คือสังคมจะได้รับความช่วยเหลือไม่ค่อยแน่นอน มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับกำไรที่ได้มา ต่างจากองค์กรที่กำหนดเป็นเป้าหมายตั้งแต่แรกเริ่มทำธุรกิจว่าจะดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งหมายถึงการกำหนดมาตรการและจัดสรรงบประมาณเพื่อสังคมไว้ตั้งแต่แรกเริ่มธุรกิจ แล้วทำเป็นประจำ และทำอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การสร้างองค์กรให้มีความยั่งยืนยังสามารถทำได้ภายใต้แนวคิด “อยู่รอดและอยู่ดี” การที่องค์กรจะ “อยู่รอด” ก็ต้องมีคนเก่ง โดยการคัดเลือกคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงาน แล้วพัฒนาเขาให้เก่งอย่างต่อเนื่องและรักษาเขาไว้ด้วยการให้การดูแลที่ดี และการที่องค์กรจะ “อยู่ดี” หมายถึงอยู่อย่างปกติสุข ราบรื่น ไม่เป็นที่รังเกียจ ก็ต้องมีคนดีในองค์กรเยอะๆ ด้วยการสรรหาคนดีเข้า แล้วหมั่นปลูกฝังในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตสาธารณะ ฯลฯ เพราะคนดีๆเหล่านี้จะช่วยกันผลักดันให้องค์กรทำแต่เรื่องดีๆ ผู้คนก็จะรักใคร่ชื่นชม ไม่ต่อต้าน
ซีเอสอาร์ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมและไม่ได้ยากเกินไปที่จะทำ หากจะสรุปเป็นสูตรการสร้างองค์กรแห่งความยั่งยืนได้ก็คือต้องเป็นองค์กรที่ทั้ง "เก่งและดี” และการทำดีนั้นควรเริ่มจากการ “ทำดีด้วยใจ” ทำเพราะอยากทำ เห็นว่าควรทำ ทำด้วยจิตสำนึก ไม่ใช่ต้องทำเพราะต้องตามกระแส ต้องทำเพราะอยากดัง ต้องทำเพราะกลัวเชย หรือต้องทำเพราะถ้าไม่ทำจะโดนโจมตีขับไล่ เพราะการทำแบบโดนบังคับทางอ้อมนี้ผลที่ได้มักจะไม่ค่อยดีนัก เพราะคนส่วนใหญ่เขารู้ทันครับ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



