
กันน็อก...กันตาย(จับ)?
การซิ่งรถมอเตอร์ไซค์ของเหล่าบรรดาวัยรุ่น การขับรถไล่ยิงกันของผู้ใหญ่ เพียงเพราะว่าถูกรถอีกคันหนึ่งขับปาดหน้าหรือบีบแตรไล่ให้เร่งความเร็ว การขับรถด้วยความเร็วสูงของเด็กวัยรุ่นลูกหลานของผู้มีอันจะกิน ที่ต้องการสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกหลานของตนเอง โดยมิได
ภาพของคนไทยตายอยู่กลางถนนมีลักษณะมิได้แตกต่างจากสุนัขที่ถูกรถชนตายกลางถนนมากนัก
สภาพปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จำนวนคนไทยตายกลางถนนตกเฉลี่ยวันละประมาณ 30 ราย เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกผู้ตายที่เป็นเด็กและเยาวชนมีจำนวนราวปีละ 2,000 คน เปรียบเทียบง่ายๆ คือ โรงเรียนขนาด 2,000 คน หายไปหนึ่งโรงทุกๆ ปี
เรียนถามด้วยเสียงของนักวิชาการ ซึ่งเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ในสังคมไทยว่า รัฐบาลและผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบทำอะไรในการแก้ไขและป้องกันไม่ให้คนไทยต้องตายด้วยสภาพที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ไร้คุณภาพเช่นนี้บ้าง?
นอกเหนือจาก ถึงห้วงเวลาเทศกาลทีก็ประกาศ “วันอันตราย” จนทุกคนกลายเป็นคุ้นชิน ต่อด้วยการตั้งเป้าเพื่อเป็นการบอกว่าฉันทำงานแล้วนะ เห็นมั้ยว่าคนตายลดลง หรือระบุว่าจังหวัด (ที่โกหกหลอกลวงน้อยกว่า) เป็นจังหวัดที่มีสถิติการตายสูงนะ...จบลงเพียงเท่านี้
ไม่มีการให้คำมั่นสัญญา หรือบอกกล่าวว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำอะไรที่ดีขึ้น ตรงเป้าหมายมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน...การบอกให้ชัดเจนว่า รัฐจะทำอะไร หน่วยงานต่างๆ จะทำอะไร เป็นสิ่งที่ควรจะต้องบอกประชาชนมากกว่าการบอกว่าสถิติเป็นอย่างไรมิใช่หรือ...หรือเป็นเพราะว่า...ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังในการบริหารจัดการในเรื่องนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักเองก็ไม่มีรูปธรรมของการทำงานที่จริงจัง จนทำให้ไม่สามารถบอกออกมาด้วยความภาคภูมิใจว่า ท่านได้ลงมือทำอะไรเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทยในการใช้รถใช้ถนนในห้วงเวลาที่ผ่านมา
องค์การสหประชาชาติประกาศให้นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป เป็นปีเริ่มต้นของทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน กดดันให้ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานเพื่อให้เกิดทศวรรษความปลอดภัย โดยต้องสามารถลดจำนวนคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนลงให้จงได้เช่นเดียวกัน หากทำไม่ได้ชื่อของประเทศไทยก็จะปรากฏต่อสายตาประชาคมโลกว่า ผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ มีศักยภาพ (กึ๋น) เพียงพอหรือไม่?...หรือว่าทำได้แต่เรื่องง่ายๆ เดิมๆ ดังที่เคยทำๆ กันมา...รณรงค์...คือคำตอบเดียวที่ท่านผู้บริหารทั้งหลายทำได้ใช่หรือไม่?
“การติดป้ายที่มีข้อความสั้นและมีภาพผู้นำยืนเท่อยู่บนป้ายรณรงค์ริมทางนั้น” มีพลังอำนาจเพียงพอต่อการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่แท้จริงหรือไม่? หรือว่าเป็นเพียงการใช้งบประมาณการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุลวงตาแฝงด้วยการประชาสัมพันธ์ตนเองให้คุ้นชินคุ้นตาเพียงเท่านั้น?
เด็กวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยงหรือชาวบ้านอาจไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ลุงผู้สวมหมวกกันน็อกเพื่อกันตายเหล่านั้นเป็นใคร ในเมื่อลุงไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติของพวกเขาทำไมพวกเขาต้องทำตามด้วย (อ๋อ...ต้องทำ เพราะลุงใส่เครื่องแบบตำรวจ ดังนั้นถ้าไม่ใส่หมวกลุงจะจับ ดังนั้นหมวกก็ยังมีความหมายว่ากันน็อกกันจับอยู่ดี...ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจริงมั้ยคะลุง) ส่วนนักร้องนักดนตรีนักแสดงที่เป็นนายแบบโฆษณาขายรถมอเตอร์ไซค์ที่มีลีลาเร้าใจเชิญชวนให้ขี่เร็วขี่แรง เชิญชวนให้คนที่อายุน้อยๆ ขับขี่กันเถอะ...ทำไมลุงๆ (ตำรวจ) ไม่เห็นไปจับไปตักเตือนเลย
สหประชาชาติกำหนดเสาหลัก 5 ต้นเป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการสร้างความปลอดภัยทางถนน เสาหลักต้นแรกเป็นเสาที่สำคัญมากคือ “การบริหารจัดการ” คงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องทบทวนว่า ระบบการบริหารจัดการในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนที่ผ่านมามีประสิทธิภาพหรือไม่อย่างไร? หากรัฐบาลต้องการสร้างประสิทธิภาพในการทำงานและทำให้คนไทยตายบนถนนน้อยลง การผ่าตัดองค์กรเพื่อปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการควรจะเป็นทางออกหนึ่งที่สำคัญ และจำเป็นต้องทำก่อนที่คนทำงานจะท้อแท้และไม่อยากทนที่จะทำงานท่ามกลางระบบบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ



