ข่าว

นักวิชาการแนะตั้ง"รองนายกฯ"ด้านพลังงาน

นักวิชาการแนะตั้ง"รองนายกฯ"ด้านพลังงาน

03 พ.ค. 2554

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดเสวนาโต๊ะกลม "กรุงเทพธุรกิจฟอรัม" เพื่อเตรียมพร้อมรับการเลือกตั้ง ในหัวข้อ “นโยบายพรรคการเมืองกับโรดแม็พพลังงานที่ยั่งยืน และความเสี่ยงด้านพลังงาน" โดยเชิญตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่สามพรรค ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย

และชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน มาเสนอนโยบาย พร้อมเชิญนักวิชาการมาสะท้อนมุมมองต่อนโยบายของพรรคการเมือง ครั้งนี้ตัวแทนพรรคการเมืองประกอบด้วย "อาณิก อัมระนันทน์" จากพรรคประชาธิปัตย์ "พิชัย นริพทะพันธุ์" พรรคเพื่อไทย และ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ในฐานะตัวแทนพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ส่วนนักวิชาการประกอบด้วย "มนูญ ศิริวรรณ" นักวิชาการด้านพลังงาน "วีรินทร์ หวังจิรนิรันดร์" นักวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "เจน นำชัยศิริ" รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า นโยบายของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินเห็นว่า ขณะนี้จำเป็นต้องหาพลังงานทดแทน และต้องอนุรักษ์พลังงานแบบเก่า หรือพลังงานฟอสซิลไปควบคู่กัน จุดแข็งของไทยคือการเกษตรมีพืชอาหารมาผลิตพลังงานใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ รวมไปถึงพลังงานทดแทนอื่น อาทิ ลม น้ำ ชีวภาพ ชีวมวล หรือขยะ แต่เราไม่มีนโยบายแย่งอาหารมาผลิตพลังงาน

 สำหรับการประหยัดพลังงาน "นพ.วรรณรัตน์" เห็นว่า ควรใช้ทั้งมาตรการด้านกฎหมาย ควบคุมเรื่องอาคาร วัสดุที่ใช้ สร้างอาคาร เพื่อประหยัดพลังงาน ส่วนด้านการบริหารก็ส่งเสริมผู้ประกอบการให้รู้และใส่ใจในการจัดการด้านพลังงาน และมาตรการด้านสังคมก็ควรเผยแพร่ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน และหาความร่วมมือกับเพื่อนบ้านในการจัดหาพลังงาน

 กรณีรัฐบาลตรึงราคาน้ำมัน "นพ.วรรณรัตน์" ยอมรับว่าบางเวลาก็ต้องตรึงราคาเอาไว้ แต่ต้องมีแผนมารองรับ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนเรื่องการบริหารจัดการไฟฟ้า อยากให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาอยู่ในการบริหารเดียวกันเพื่อการบริหารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนนโยบายเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภาพรวมคุ้มค่าเป็นพลังงานสะอาด แต่ควรชะลอไปก่อน เพราะคนหวั่นวิตกเรื่องความปลอดภัยจากกรณีที่ญี่ปุ่น

 ด้าน "พิชัย" มองว่า อนาคตพลังงานจะแพงขึ้น น้ำมันอาจสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค โดยจะเชื่อมไทยเข้ากับทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อลดค่าขนส่งและให้รถบรรทุกและรถไฟใช้เอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยรัฐบาลจะสนับสนุน ต้องหาแหล่งพลังงานทดแทนจากประเทศเพื่อนบ้านโดยขุดแก๊สจากพื้นที่ทับซ้อนจากกัมพูชา ต้องวิ่งหาแหล่งน้ำมันใหม่ การอุ้มราคาน้ำมันต้องศึกษาเพื่อรองรับอนาคต และปล่อยให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง
 
 "พิชัย" ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลประกาศให้ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 90 หน่วยสามารถใช้ได้ฟรี เพราะผลักภาระให้ภาคอุตสาหกรรมและไม่ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ถ้าเราได้เป็นรัฐบาลก็จะปรับลดลง โดยนโยบายของพรรคทำไว้ให้คนใช้ต่ำกว่า 50 หน่วย ใช้ไฟฟรี และใช้เพียง 6 เดือน แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ทำแบบนี้คือต้องการจะซื้อเสียง ส่วนนโยบายเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อยากจะมี แต่เหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นทำลายขวัญกำลังใจ จึงอยากให้ทำความเข้าใจกับประชาชนเสียก่อน

 ขณะที่ "อาณิก" กล่าวว่า นโยบายพลังงานนั้นต้องดูภาพรวมของการบริหารประเทศ ดูเศรษฐกิจโดยรวม และดูแลเรื่องความเป็นธรรม ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน แต่ก็ยอมรับว่าการดูแลควรมีขีดจำกัด หากเราปล่อยราคาสินค้าขึ้น และเท่าที่ผ่านมาหากขึ้นก็จะไม่ค่อยลง เราจึงกังวลว่าถ้าปล่อยให้ของแพงกว่านี้ คนจะใช้จ่ายหรือไม่

 "อาณิก" มองว่า สิ่งที่สำคัญในวันนี้คือต้องอนุรักษ์พลังงาน โดยต้องทำให้ทั้งประหยัดและมีประสิทธิภาพ ต้องทำให้พลังงานสะท้อนต้นทุนเพื่อให้ประชาชนรับรู้ และต้องสร้างมาตรการทั้งจูงใจและบังคับลงโทษ ต้องสนับสนุนให้คนใช้ขนส่งมวลชนใช้รถเล็กมากขึ้น หรือแต่งตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม

 ส่วนเรื่องการแบ่งพืชอาหารและพืชพลังงาน "อาณิก" เห็นว่า อาจจะแบ่งโซนปลูกพืชอาหารกับปลูกพืชพลังงาน ส่วนเรื่องไฟฟ้าคนไม่อยากให้สร้างโรงไฟฟ้าแต่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น รัฐควรทำให้ประชาชนเห็นทางเลือก เช่นทำแผนรองรับในกรณีไฟขาดในแต่ละภูมิภาคว่าต้องแบ่งใช้ไฟอย่างไร อาจจะรวมถึงค่าไฟฟ้าที่แตกต่างในกรณียอมให้สร้างโรงไฟฟ้า ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องใช้เวลา แต่ไม่ควรทิ้งควรเก็บไว้เป็นทางเลือก

  ด้าน "มนูญ ศิริวรรณ" นักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวว่า หลังเลือกตั้งไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล หรือจะเป็นรัฐบาลผสม จะต้องตอบคำถามทั้งระยะสั้นและระยะยาวเรื่องราคาและการอุดหนุนพลังงาน เพราะเรื่องนี้เหมือนระเบิดเวลารอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจว่าจะมีนโยบายอย่างไร จะตรึงราคาต่อไปหรือไม่ หากตรึงราคาต่อแล้วจะทำอย่างไร ใช้เงินจากส่วนไหน อยากเห็นรูปธรรมให้มากกว่านี้ น่าจะบอกให้ชัดเจนและกำหนดเลยว่าจะทำอะไรบ้าง การดำเนินการต้องจริงจังและประสานงานระหว่างภาครัฐมากกว่านี้ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีก็ลงมาดูเองแต่ภารกิจท่านเยอะ ลำพังประชุมกับปาฐกถาก็หมดแล้ว ดังนั้นน่าจะมีรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ

 "เจน นำชัยศิริ" ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการอุดหนุนของภาครัฐทุกกรณี เพราะเหมือนกับยาเสพติด ในระยะยาวจะกลายเป็นผลเสียไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนและเศรษฐกิจ ไม่มีการปรับตัว และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เชื่อมั่นในกลไกของตลาด ส่วนนโยบายด้านพลังงานจะมี 2 ส่วนคือ 1.การคมนาคมขนส่ง ซึ่งระยะยาวน่าจะต้องเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะระบบราง 2.การผลิตไฟฟ้า ต้องชัดเจนทั้งโรงไฟฟ้าพื้นฐาน และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่จะเป็นตัวเสริม

 "วีรินทร์ หวังจิรนิรันดร์" กล่าวว่า จากกรอบนโยบายดูว่ามี 5 ข้อหลักคือความมั่นคง การสนับสนุนพลังงานทดแทน การอนุรักษ์พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพ ราคาและการแข่งขัน สุดท้ายคือสิ่งแวดล้อม แต่นโยบายการอุดหนุนของรัฐบาลดูจะอยู่ตรงข้ามกับทั้ง 5 ข้อ ทำให้ไม่ประหยัดการใช้พลังงาน แต่เห็นด้วยเรื่องพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานเสริม แต่ภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนหากไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แล้วจะใช้อะไรต่อไป

 ขณะที่ประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ วิทยากรทุกคนต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่ควรทิ้งทางเลือกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเดินหน้าศึกษาแนวทางเรื่องนี้ต่อไป โดยอาจจะให้เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับประเทศไทย