
เขมรเล่นสองหน้า
แม้ว่าล่าสุดจะมีข่าวดีว่า กองทัพเขมร" ได้ถอยฉาก ด้วยการถอนกำลังออกจากบริเวณปราสาทตาเมือนธม เมื่อช่วงเย็นวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมาก็ตาม แต่อย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะกองทัพเขมรสามารถทำอะไรได้หลายอย่างโดยที่ทหารไทยไม่คาดคิด
โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ไม่เคยไว้ใจ “กองทัพเขมร" เลยแม้แต่น้อย ได้สั่งการให้ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เฝ้าระวังเหตุการณ์ในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งเตรียมกำลังจากกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) หรือ อาร์ดีเอฟ จากกองทัพภาคที่ 1
ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็วที่มีศักยภาพสูง รวมถึงอาวุธที่มีความทันสมัยมีความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมกำลังจากกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) จำนวน 1 กองพัน การสั่งการในครั้งนี้พร้อมจะปฏิบัติภารกิจในการเข้าไปเสริมกำลังของกองทัพภาคที่ 2 ได้ทันที
ยิ่งในเวลานี้ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ไม่ไว้ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ กับบทบาทของ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ต่อการสถานการณ์การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงส่ง พล.ท.ฮุน มาเนต เข้ามาดำเนินการในพื้นที่เอง
อีกทั้งการที่ สมเด็จฮุน เซน พยายามชูประเด็นอดีต “ทหารเขมรแดง" ว่ามีความองอาจในการปฏิบัติการทางทหาร และมีความชำนาญในพื้นที่เป็นอย่างดี
แผนการของสมเด็จฮุน เซน คือ จัดส่งอดีต “ทหารเขมรแดง" ออกปฏิบัติในการในครั้งนี้ ให้บัญชาการร่วมกับ พล.ท.ฮุน มาเนต รองผู้บัญชาการทหารบก
ซึ่งลึกๆ แล้ว แผนสมเด็จฮุน เซน ไม่จบเพียงแค่นี้ เพียงแต่ต้องการตัด “เสี้ยนหนาม" ทางการเมืองในอนาคต ถ้าตายหมดแล้วก็จะต้องไม่ปวดหัว เพราะไม่รู้กลุ่มเหล่านี้จะขึ้นมาเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลภายใต้อำนาจมหาศาลของ สมเด็จฮุน เซน เมื่อใด
ก็เนื่องจากต้องการจัดการปัญหาภายในนั่นเอง เพราะขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของอดีต “ทหารเขมรแดง” เก่า อยู่ไม่น้อย
ณ เวลานี้ ถึงไม่มีเสียงกระสุนปืนใหญ่ ที่สร้างความหวาดผวาและหวาดกลัวให้แก่ประชาชนในพื้นที่เท่าไร จนทำให้ประชาชนขอรัฐกลับถิ่นฐานบ้านเกิดที่อยู่บริเวณปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย ในพื้นที่ จ.สุรินทร์
แม้ว่า “รัฐบาล-กองทัพ" ของทั้งสองประเทศจะส่งสัญญาณที่จะให้มีการ “หยุดยิง" ไปแล้วก็ตาม
แต่เหตุการณ์ก็หาได้ “หยุดยิง” ตามที่ “รัฐบาล-กองทัพ” ของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ในเบื้องต้น โดยเฉพาะคำมั่นสัญญาแบบ “สุภาพบุรุษ" ระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา
ชนวนเหตุสำคัญของการฉีกสัญญาแบบ “สุภาพบุรุษ" ในครั้งนี้ เกิดจากการบังคับบัญชาของกองทัพกัมพูชาเริ่มมีปัญหาค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะผู้บัญชาการควบคุมสมรภูมิรบของ พล.ท.ฮุน มาเนต ที่ถูกสั่งตรงมาจาก สมเด็จฮุน เซน
ทั้งๆ ที่พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย มี พล.ท.เจีย มอน ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 เป็นผู้รับผิดชอบ แต่กลับให้ พล.ท.ฮุน มาเนต นำกำลังทหารที่ดูแลพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร มาทับลายเส้น ทั้งๆ ที่หลักการทางด้านการทหารเขาไม่ทำกัน
จึงทำให้ ณ เวลานี้ ความเป็นเอกภาพของกองทัพกัมพูชาเริ่มสั่นคลอน และยิ่งไปกว่านั้นคือ การเกณฑ์เหล่าบรรดาอดีต “ทหารเขมรแดง” มาเป็นแนวหน้าในการสู้รบกับกำลังทหารไทย และให้ทหารกำลังหลักเป็นเพียงกำลังสนับสนุนเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าจะฟังใครดี
ทำให้การสู้รบของอดีต “ทหารเขมรแดง” รบแบบสะเปะสะปะอย่างที่เห็น เพราะใจหนึ่งก็อยากจะหยุด แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าหยุดแล้ว “ลูก-เมีย” ที่อยู่ในการควบคุมจะไม่ได้รับความปลอดภัย เพราะมีข่าวว่า พล.ท.ฮุน มาเนต ยื่น “เงื่อนตาย” ให้นักรบอดีต “ทหารเขมรแดง”
ถ้าถอย “ลูก-เมีย” ที่ถูกจองจำด้วย “โซ่-ตรวน” จะได้รับความเดือดร้อน แต่นั่นก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า ข่าวที่เล็ดลอดออกมาในเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ แต่ก่อนหน้านี้ พล.ท.ฮุน มาเนต มีการเกณฑ์ “เด็ก-สตรี-คนชรา” กว่า 1,000 ครอบครัว ตลอดแนวชายแดนปราสาทพระวิหารใน 7 พื้นที่
เพื่อหวังเป็น “โล่” กำบังในการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย โดยเฉพาะพื้นที่ต่างอ้างสิทธิ์ หรือพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเสียเปรียบล่อแหลมต่อการขัดแย้งกันด้วยอาวุธหนัก เนื่องจากหากฝ่ายไทยดำเนินการอาจจะส่งผลต่อพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่
และหากทหารของฝ่ายไทยเรามีการดำเนินการรุนแรงกับฝ่ายกัมพูชา ทางกัมพูชาอาจจะร้องเรียนต่อองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชน และทำปฏิบัติการข่าวสารเพื่อประณามประเทศไทยว่าทำร้ายประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
เพราะกัมพูชาต้องการยกระดับปัญหาที่เกิดขึ้นสู่เวทีโลก ทำให้ ณ เวลานี้ กัมพูชาพยายามเดินเกมทุกวิถีทาง โดยเฉพาะแผนโปรโมทลูกชายสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนกัมพูชานั่นเอง เพราะขณะนี้การเมืองในกัมพูชาก็เริ่มยุ่งเหยิง โดยอีก 6 เดือนข้างหน้าก็จะมีการเลือกตั้ง
จึงไม่แปลกที่ สมเด็จฮุน เซน ต้องการจะเข้าไปควบคุมอำนาจทุกอย่าง โดยเฉพาะ “กองทัพ” ที่ถือว่าเป็นแบ็กสำคัญในยามที่การเมืองภายในประเทศร้อนแรง หากไม่สามารถควบคุม “กองทัพ” ได้ ก็อาจจะส่งผลตามมาในอนาคต
ทีมข่าวความมั่นคง



